“เดี๋ยววันพฤหัสฯ หน้าหนูไปหานะ อาม่ารอเลย”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ฉันบอกกับอาม่า (คุณยาย) ผ่านทางโทรศัพท์ตอนที่ท่านยังมีสติครบถ้วน และยังพูดคุยได้รู้เรื่องอยู่
ในวันนั้นม้า (คุณแม่) ได้รับสายจากอาอี๊ (น้าสาว) ว่าอาการปวดท้องของอาม่ารุนแรงขึ้นจนทำให้ที่บ้านเริ่มเป็นกังวล แต่ด้วยความที่อาม่ามีโรคประจำตัว เข้า-ออก โรงพยาบาลเป็นประจำอยู่แล้ว ฉันจึงย่ามใจและคิดว่าครั้งนี้คงเป็นเหมือนกับครั้งก่อนๆ
ฉันบอกม้าที่ลังเลอยู่นานว่าให้ไปหาอาม่าทันที แต่ตัวฉันเองกลับบอกปัด คิดว่าไปอาทิตย์หน้าหรือเดือนหน้าก็ได้ ฉัน คิดว่าเดี๋ยวอาม่าก็หาย และความเหนื่อยจากการเรียนมันสะสมมากพอ จนชนะความเป็นห่วงและความกังวลที่ฉันมี
‘เพราะใครๆ ก็บอกว่าชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ แล้วเราจะรีบทำไม การคิดว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย จะกลายเป็นการแช่งอาม่าแทนหรือเปล่า’ ฉันได้แต่ท่องถ้อยคำเหล่านี้อยู่ในสมองเพื่อปลอบใจตัวเอง เพราะอาทิตย์หน้าก็ยังมี สัญญาไว้แล้วว่าจะไปหาวันพฤหัสบดีหน้า แล้วฉันจะกังวลอะไรมากมาย
คืนนั้นจบลงด้วยการที่ม้ากลับมาบอกว่า เบื้องต้นแค่ปวดท้อง แต่คงไม่มีอะไรมาก และวันรุ่งขึ้นจะลองไปหาหมอดูก่อน
ฉันหลับไปอย่างสบายใจ นึกเข้าข้างตัวเองว่าทุกอย่างที่คิดนั้นถูกต้อง
เช้าวันต่อมา ม้ารีบออกจากบ้านเพื่อพาอาม่าไปโรงพยาบาลพร้อมกับอาอี๊และอากู๋ (น้าชาย) ม้าชวนฉันไปด้วยกัน แต่ฉันบอกปัดไป เพราะมีงานค้างยังต้องทำ และวันพฤหัสบดีหน้าก็ยังไม่ได้มาถึงตามสัญญา
ฉันใช้ชีวิตไปตามปกติ แทบจะลืมเรื่องที่อาม่าเข้าโรงพยาบาลเสียสนิท ชีวิตของฉันในตอนนั้นจดจ่ออยู่แค่กับงาน เพื่อใบปริญญา เพื่ออนาคต และเอาแต่คิดว่าชีวิตคนเราจะรีบไปทำไม
แต่ในเวลาไม่ถึง 2 วันดี ชีวิตของฉันก็ได้พบกับคำว่า ‘ไม่ทัน’ ครั้งแรก
ตกดึกคืนนั้น ม้าโทรมาที่บ้านด้วยถ้อยคำเพียงสั้นๆ ว่า “พรุ่งนี้รีบมาโรงพยาบาลนะลูก อาม่าเขาอยากเจอ”
ฉันในตอนนั้นยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมอาม่าถึงอยากเจอพวกเรากันพร้อมหน้า หรือเป็นเพราะว่าอาม่าป่วยหนักมากจนต้องเข้ารับการผ่าตัดเหมือนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว
อาม่าอาจจะแค่อยากได้กำลังใจ อาม่าอาจจะแค่คิดถึง ฉันนึกถึงสาเหตุทุกอย่างยกเว้นความเป็นจริงที่ว่าในตอนนั้นอาม่าอายุ 87 ปีและมีโรคประจำตัวนับไม่ถ้วน
เช้าวันรุ่งขึ้น พ่อ พี่สาว และฉันจึงรีบไปโรงพยาบาลอย่างเร็วที่สุด ภาพที่ฉันเห็นคือญาติพี่น้องฝั่งแม่มาครบแล้วทุกคน หน้าตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยคราบน้ำตา จมูกและตาของม้ากลายเป็นสีแดงอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศในห้องพักผู้ป่วยพิเศษตอนนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจ
ยกเว้นอาม่า ที่ยังคงยิ้มแย้มอยู่ในตอนที่ลูกหลานเข้าไปหาแต่ละคน
“น้องมาแล้วหรอ มาให้อาม่ากอดหน่อยเร็ว”
อาม่าพูดทั้งที่ตายังหลับอยู่ เสียงของอาม่าแผ่วลงจนฉันแทบไม่ได้ยิน ม้าบอกว่าตอนนี้อาม่าไม่ค่อยได้สติ แต่ยังรับรู้ได้ว่าใครมาบ้าง ม้าเล่าว่าอาม่าเรียกหาฉันและพี่ทั้งเช้า เพราะเป็นแค่หลานสองคนที่ยังไปไม่ถึง
“อาม่าไม่เป็นไร”
อาม่าตอบด้วยรอยยิ้มขณะที่กอดฉันไว้ ฉันเชื่อคำอาม่าโดยไม่คิดสงสัย ถ้าอาม่าบอกว่าไม่เป็นไรคือไม่เป็นไร เดี๋ยว อาม่าก็หาย ทุกคนแค่ตกใจกับอาการที่ทรุดลงเฉียบพลันเท่านั้น และนี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกัน
อาม่าคนเก่งของฉันที่ได้รับคำชมจากคุณหมอว่าเป็นคนไข้ดีเด่น ออกเดินสายเป็นวิทยากรคู่กับคุณหมอในฐานะคนไข้ตัวอย่างจะไม่มีทางเป็นอะไรและจากฉันไปแน่นอน
เพราะอาม่าสัญญาไว้แล้วว่าจะมางานรับปริญญาของฉันในอีกสองปีข้างหน้า
เพราะฉันสัญญาไว้แล้วว่าจะไปหาในวันพฤหัสบดีของสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง
เพราะเราสัญญากันไว้แล้วถึงแผนในอนาคต
อาม่าจะต้องไม่เป็นอะไร
เวลาล่วงเลยไปกว่า 2 ชั่วโมง พวกเราครอบครัวกว่า 20 ชีวิตนั่งกระจัดกระจายไปตามมุมห้อง ทุกคนนั่งรอเวลาที่อาม่าจะได้ผ่าตัด สิ่งที่เรียกความสนใจจากพวกเรากลับไม่ใช่การเข้ามาของคุณหมอ แต่คือเสียงร้องจากเครื่องวัดคลื่นหัวใจที่แจ้งเตือนว่าคนไข้ไม่มีชีพจร
ความวุ่นวายโกลาหลเกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที คุณหมอและพยาบาลวิ่งกรูเข้ามาในห้อง อาอี๊ อากู๋ ล้อมวงรอบเตียงด้วยความตกใจ เด็กโตรีบพาเด็กเล็กออกจากห้องเพื่อไม่ให้เกิดภาพที่อาจเป็นบาดแผลในจิตใจ ส่วนฉันได้แต่มองความวุ่นวายตรงหน้าด้วยสมองที่ขาวโพลน
ฉันยืนอยู่หลังห้องด้วยความเงียบ ไม่มีเสียงใดเข้าหู และไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากปาก น้ำตาฉันไม่ไหล หัวใจฉันไม่ได้เต้นเร็ว ราวกับว่าฉันไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกแห่งความจริง หากแต่เป็นฝันร้ายที่ได้แต่หวังว่ามันจะจบลงด้วยเสียงสัญญาณชีพจรของอาม่าอีกครั้ง ทว่าเสียงที่เรียกสติฉันกลับมากลับเป็นเสียงร้องไห้ของม้า
แล้วฉันก็ได้รู้ว่า วันพฤหัสบดีหน้ามาไม่ถึงอีกแล้ว
งานศพถูกจัดขึ้นอย่างโอ่อ่าตามแบบพิธีจีน เราเปิดงิ้วซื้อบ้านกงเต๊กหลังใหญ่ เราประดับงานด้วยแสงสีที่ไม่อึมครึม เพราะอาม่าไม่ได้จากไป แค่ย้ายไปอยู่อีกโลกหนึ่ง
วันพฤหัสบดีหน้าที่รอคอย กลับเป็นวันที่ฉันต้องมายืนอยู่หน้าฮวงซุ้ยแทนที่จะได้ไปนั่งเล่นที่บ้านอาม่า ฉันได้แต่มองโลงจำปาถูกลดระดับลงไปในหลุมด้วยความเงียบ นับตั้งแต่วันที่อาม่าเสียจนถึงวันนี้ ฉันก็ยังคงไม่มีน้ำตา
เย็นวันนั้นฉันกลับมาที่บ้าน นั่งอยู่ในห้องคนเดียว น้ำตาที่กักเก็บมาเป็นเวลาอาทิตย์กว่ากลับพรั่งพรูออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ภาพทุกอย่างที่ฉันฝันไว้พังทลายลงไปตรงหน้า ไม่มีอีกแล้ววันพฤหัสบดี ไม่มีอีกแล้วอาทิตย์หน้า ไม่มีอีกแล้ววันรับปริญญา เหลือเพียงแต่การพูดคุยผ่านธูปที่ปักลงบนกระถางหน้าหลุมศพ
ฉันร้องไห้ราวกับว่าชีวิตนี้คงไม่มีน้ำตาอีกแล้ว แต่ฉันคิดผิด
อาทิตย์แรก ฉันคิดว่าเป็นเรื่องปกติ
เดือนแรก ฉันคิดว่ามันก็แค่ความเสียใจ
ปีแรก ฉันคิดว่าเดี๋ยวเวลาก็ช่วยเยียวยา
แต่ปีต่อๆ มา น้ำตาจากวันนั้นก็ยังคงไหลไม่หยุด
ฉันยังคงร้องไห้ทุกครั้งที่พูดถึงอาม่า ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย เวลาที่ผ่านไป 3 ปี ไม่เคยช่วยทุเลาความโศกเศร้าในจิตใจ เพียงแต่สอนให้ฉันรู้ว่าคนเรารักคนหนึ่งได้มากแค่ไหน สามารถดูได้จากเมื่อเกิดการสูญเสีย
ฉันที่ไม่ชอบร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น กลับยินดีที่จะพูดเรื่องของอาม่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ร้องไห้ทุกครั้ง แต่มันก็ยังคงทำให้อาม่ายังมีชีวิตอยู่ด้วยการถูกพูดถึง
ฉันที่ไม่เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด กลับดีใจทุกครั้งที่ผีเสื้อมาบินวนอยู่ใกล้ๆ เพราะคนจีนเชื่อว่าผู้วายชนม์จะกลับมาหาคนที่ห่วงใยในรูปแบบของผีเสื้อ
ฉันที่คิดมาเสมอว่าชีวิตคนเราต้องก้าวไปข้างหน้า กลับยินดีที่จะอยู่กับความโศกเศร้าตลอดไป เพราะได้เรียนรู้ว่าเวลาไม่ได้ช่วยทำให้ความรู้สึกจางหาย เพียงแต่มันทำให้เราลืมความทรงจำที่ทำให้รู้สึกเศร้าต่างหาก
ฉันยังอยากจดจำอาม่าตลอดไป นึกถึงคำสัญญาที่ไม่เป็นจริงตลอดเวลา เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีความทรงจำล้ำค่าร่วมกัน ซึ่งความทรงจำและความโศกเศร้าเหล่านั้น ทำให้ชีวิตของฉันก้าวต่อไปข้างหน้าได้ เพื่อวันหนึ่ง เมื่อถึงเวลาของฉัน ฉันจะได้ไปอวดเรื่องราวในชีวิตและบอกอาม่าที่โลกหน้าว่า
“น้องมาหาตามสัญญา พร้อมใบปริญญาด้วยนะ”
Writer & Graphic Designer

A movie watcher, feeling collector,
and memory hoarder.
