“โอย อยากตายว่ะ”
สังเกตไหมว่าคนยุคโซเชียลมีเดียพูดคำว่า ‘อยากตาย’ อย่างง่ายดาย และเกือบร้อยทั้งร้อยไม่ได้หมายความตามนั้นจริงๆ แต่เป็นเพราะความบ้าบอของโลกใบนี้ที่มันชวนให้อยากพูดประชดประชันชีวิตเสียเหลือเกิน
พักนี้ ผู้เขียนก็เริ่มบ่นกับตัวเองด้วยประโยคดังกล่าวอยู่บ่อยๆ (และแน่นอนว่าไม่ได้หมายความตามนั้น) บ่อยจนเก็บกลับมาคิดว่าเราเคยมอง ‘ความตาย’ เป็นเรื่องที่จริงจังกว่านี้นี่นา และเมื่อนึกย้อนกลับไปก็พบว่า เราในแต่ละช่วงชีวิตก็มีมุมมองต่อความตายแตกต่างกันไป
.
ความตายที่ยังไม่เคยสัมผัส
ผู้เขียนเป็นมนุษย์ที่เติบโตมาในยุค 2000 เพื่อนๆ ในวัยเดียวกันมักจะดูการ์ตูนเจ้าหญิง เจ้าชาย หรือม้าโพนี่สีสดใส ต่างไปจากผู้เขียนที่ตื่นมาก็เจอสารคดีส่องสัตว์แอฟริกา ภาพม้าลายถูกเสือดาวไล่ล่าจนเลือดสาด และนกแร้งที่รุมจิกกินซากสัตว์บนผืนดินแห้งแล้ง รวมถึงซีรีส์แนวนิติวิทยาศาสตร์และการ์ตูนยอดนักสืบจิ๋วโคนันที่ฉายภาพศพหลากหลายรูปแบบ สื่อเหล่านี้ได้ฉายภาพ ‘ความตาย’ แบบแรกๆ ให้ผู้เขียนรู้จัก
ในขณะที่ชีวิตจริง ผู้เขียนไม่เคยได้สัมผัสความตายแบบใกล้ตัวเลยสักครั้ง ด้วยเหตุผลว่า เกิดมาญาติผู้ใหญ่สายตรงก็ล้มหายตายจากไปเกือบหมด เหลือไว้เพียงคุณตาและลำดับถัดลงมาเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่เคยได้สัมผัสหรือเห็นภาพผู้คนร้องไห้เสียใจ รวมถึงพิธีกรรมต่างๆ อย่างในละคร และเอาเข้าจริงก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องรู้สึกหรือเตรียมตัวอย่างไรเมื่อวันนั้นมาถึง
เมื่อเป็นเช่นนั้น คำถามและความคิดเกี่ยวกับ ‘ความตาย’ และ ‘การสูญเสีย’ จึงเป็นเรื่องที่ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ และยังคงวนเวียนอยู่ในหัวบ่อยๆ มาจนทุกวันนี้
หากใครๆ ต่างก็บอกว่าความตายและการสูญเสียเป็นเรื่องน่าเศร้าเสียดายของชีวิต เช่นนั้นแล้วเราควรนึกคิดถึงมันอย่างไร
.
ภาพของความตายในวัยเด็ก
สมัยเด็กๆ เรามักจะถูกผู้ใหญ่พร่ำสอนให้หมั่นทำบุญ เพื่อที่เมื่อตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ ผู้เขียนในวัยเด็กจึงเชื่อชุดความคิดนี้ไปโดยปริยาย ชุดความคิดที่ว่าโลกหลังความตายแบ่งเป็น ‘นรก’ กับ ‘สวรรค์’ อีกทั้งบทเรียนวิชาพระพุทธศาสนายังพยายามอธิบายให้เด็กๆ เห็นภาพว่าสวรรค์เป็นวิมานสีขาวบนปุยเมฆที่อยู่เหนือท้องฟ้า ในขณะที่ภาพของนรกคือดินแดนน่าขยาดที่อยู่ใต้พื้นพิภพ ร้อนระอุ และเป็นสีแดงฉาน
แต่แล้ววันหนึ่ง ผู้เขียนก็เริ่มตั้งคำถามกับภาพจำดังกล่าว เมื่อเครื่องบินแล่นอยู่บนท้องฟ้า เหนือผืนก้อนเมฆสีขาวที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ปรากฏว่าไม่เห็นเทวดานางฟ้าสักตน หรือแม้แต่วิมานสักหลังก็ไม่มี ภาพนั้นจึงได้เปลี่ยนความคิดของเด็กคนหนึ่งไปตลอดกาล
หรือนรกกับสวรรค์จะเป็นแค่นิทานหลอกเด็กแบบที่ตัวละครในหนังฝรั่งชอบพูดกัน…ผู้เขียนเข้าใจความรู้สึกของนักคิดยุคปฏิวัติวิทยาศาสตร์ก็ตอนนี้ เหมือนตาสว่างเพราะได้ค้นพบความจริงของโลกที่หักล้างกับความจริงทางศาสนาไปได้
ถ้าลองสังเกต โลกหลังความตายมักถูกสร้างภาพให้น่ากลัวเสมอ ผ่านความเชื่อเรื่องวิญญาณและการชดใช้กรรม ในขณะที่ทุกวันนี้มีรายการเล่าเรื่องลี้ลับผุดขึ้นใหม่อย่างกับดอกเห็ด ผู้เขียนเองก็เป็นแฟนคลับรายการเหล่านั้นเช่นกัน และแน่นอนว่ามีความรู้สึกกลัวเกิดขึ้นเสมอ ไม่ต่างจากใครอีกหลายๆ คน ซึ่งเป็นที่น่าคิดว่ายิ่งมีรายการแนวนี้มากขึ้นเท่าไร กลับยิ่งสร้างความกลัวและกังวลใจให้กับผู้ฟัง ทั้งที่มันควรจะทำให้เรามองความตายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตไม่ใช่หรือ
เรากำลังมีภาพจำของความตายที่น่ากลัวเกินไปหรือเปล่า ทั้งโลกหลังความตาย ผีร้าย วิญญาณอาฆาต จนทำให้หลายคนกลัวที่จะเผชิญหน้ากับมัน ทั้งๆ ที่ความตายเป็นเรื่องสามัญที่ทุกคนต้องเผชิญ
.
คุณครูผู้ไม่เคยจากไป
หน้าที่ของความตายคือการพรากโอกาสในการสร้าง ‘ความทรงจำ’ ร่วมกับบางคนหรือบางสิ่ง และเราอาจไม่มีวันเข้าใจมูลค่าของความทรงจำนั้น ตราบใดที่ความตายยังไม่ฉุดชีวิตนั้นไปต่อหน้าต่อตา เพราะหลังจากนั้น ความทรงจำจะเริ่มทำงาน ภาพแห่งอดีตจะฉายวนซ้ำในความคิด ราวกับว่าความตายได้แปลงค่าพวกเขาไปเป็นความทรงจำ
ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยคิดว่าเมื่อคนเราตายก็จะ ‘หายไป’ อย่างสิ้นเชิง กระทั่งภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง ‘Coco’ (2017) ทำให้ฉุกคิดได้ว่า ต่อให้ความตายจะพรากพวกเขาไป แต่พวกเขายังคงอยู่และไม่ได้ ‘จากไป’ ไหน ตราบใดที่เรายังนึกถึงพวกเขา
หลายปีมานี้ ผู้เขียนนึกถึงคุณครูคนหนึ่งเป็นระยะ โดยเฉพาะเวลาที่ตื่นเต้นหรือหนาวจนมือเย็น ท่านเป็นคุณครูพละชั้น ป.1 ซึ่งเป็นที่รักของเด็กๆ ทุกคน ท่านมักใส่แว่นดำ เสื้อโปโลคอปก พร้อมมีนกหวีดแขวนไว้ที่คออยู่เสมอ ช่วงหลังๆ ก่อนจะเกษียณ ท่านเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ และมักจะแวะมาหาเด็กๆ ที่โรงเรียนระหว่างทาง พวกเราจะวิ่งกรูเข้าไปรุมท่านประหนึ่งว่าเป็นดารา ท่านเป็นพวกบ้าจี้ และพวกเราก็ชอบแกล้งเหลือเกิน
จำได้ว่าครั้งหนึ่งระหว่างนั่งรถบัสไปทัศนศึกษา เครื่องปรับอากาศบนรถทำให้ผู้เขียนหนาวจนมือเย็น คุณครูท่านนี้เลยถอดถุงมือมาให้ผู้เขียนใส่ไว้ แม้เจ้าตัวจะหนาวจนขนลุกอยู่เหมือนกัน นั่นเป็นหนึ่งในเรื่องราวดีๆ ที่บันทึกไว้ในความทรงจำ และชวนให้หวนนึกถึงอยู่บ่อยๆ
หลังจากท่านเกษียณไป เราก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราวใดๆ อีกเลย กระทั่งวันหนึ่งในวัยมัธยมปลาย ระหว่างทางกลับบ้าน จู่ๆ พ่อก็ถามขึ้นมาว่า “รู้ไหมว่าครูเขาเสียไปแล้ว”
ความจริงของเรื่องนี้คือคุณครูเสียไปนานแล้ว หากแต่เราเพิ่งรับรู้ น่าแปลกที่ตลอดระยะเวลาระหว่างนั้น ท่านยังคงมีชีวิตและมีตัวตนอยู่ในความคิดของผู้เขียนเสมอมา
ในความทรงจำ ท่านไม่ได้จากไปไหน แม้ว่าในชีวิตจริงจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ตาม และถ้าดินแดนหลังความตายแบบใน Coco มีอยู่จริง ท่านก็คงต้องเป็นโครงกระดูกที่ใส่แว่นดำ เสื้อโปโล และห้อยนกหวีดอย่างแน่นอน
แต่ก็ไม่แน่ว่า…อาจไม่มีใครตายจากเราไปได้จริงๆ
.
‘โลกหลังความตาย’ ที่เป็นของเราทุกคน
คุณรู้ไหมว่าในปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส ผู้คนจำนวนหนึ่งเลือกที่จะประกอบพิธีแก่ผู้วายชนม์โดยการฝังในสุสาน และถึงแม้พื้นที่สุสานจะมีอยู่น้อยนิด ผู้คนก็ยังจองคิวใน waiting list ให้ตัวเองเมื่อตายไป แถมยังต้องจ่าย ‘ค่าที่พัก’ ในสุสานมากน้อยตามระยะเวลาที่ต้องการถูกฝัง ทีนี้เมื่อครบเวลาที่กำหนด ลูกหลานก็ต้องตัดสินใจว่าจะต่ออายุให้บรรพบุรุษตัวเอง ‘พัก’ ที่นี่ต่อหรือไม่ พร้อมยังต้องจ่ายเงินต่อไปเรื่อยๆ
เราคงพูดได้ไม่เต็มปากว่าความตายเป็นของคนตายแต่เพียงผู้เดียว แม้แต่ในพิธีกรรมแบบพุทธไทย การจัดงานศพก็ต้องใช้เงินมากมายเหมือนกัน ยิ่งจัดนานเท่าไร ยิ่งสวยงามแค่ไหน ก็ต้องยิ่งต้องใช้เงินมากเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหน้าที่การจัดการและจ่ายเงินนั้นเป็นของคนที่อยู่ต่อ และปฏิเสธไม่ได้ว่าสำหรับบางคน มันก็มากเกินกำลัง
ในขณะที่เจ้าของความตายอาจกำลังออกเดินทางไปยังจุดหมายตามแต่ละความเชื่อ แต่ ‘โลกหลังความตาย’ ที่แท้จริงนั้นดูเหมือนจะเป็นของคนที่อยู่ต่อเสียมากกว่า
เราคงเคยได้ยินประโยคคลาสสิกที่ว่า ‘ทำวันนี้ให้ดีที่สุด’ เพื่อที่ว่าตายไปจะได้ไม่นึกเสียใจหรือเสียดายในภายหลัง แต่สำหรับผู้เขียน คนที่ตายไปคือคนที่ไม่รับรู้อะไรแล้วหลังจากความตายมาเคาะประตูเรียก แต่คนที่รับรู้ รู้สึก หรือบางครั้งก็ต้องรับผิดชอบกับทุกเรื่องหลังจากนั้นคือคนที่อยู่ต่อต่างหาก
ผู้ที่อยู่ต่อบางคนอาจนึกถึงความทรงจำร่วมกันอันสวยงาม บางคนอาจเผลอนึกเสียดายชีวิตแทนคนที่ลาโลกไปแล้ว ในขณะที่บางคนอาจจัดการความเศร้าไม่ได้ และปล่อยให้ความทรงจำฉายภาพอดีตซ้ำจนค่อยๆ กัดกินชีวิตของตนไป
เมื่อโลกหลังความตายไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่ตาย คำถามสำคัญคือ คนที่อยู่ต่อและขณะเดียวกันก็กำลังต่อคิวใน waiting list ของความตายด้วย จะเตรียมรับมือกับมันอย่างไร
.
พร้อมไหม?
“คุณนึกถึงความตายบ่อยแค่ไหน?”
ในรายการสัมภาษณ์ของ NPR Podcasts ‘มิเชล โอบามา’ อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ได้รับคำถามนี้ มิเชลเห็นด้วยกับพิธีกรสำหรับคำตอบ “ตลอดเวลา” และหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตอันเนิบช้าไปอีก 25 ฤดูร้อน การจินตนาการถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคตคือการระลึกถึงความตาย และเมื่อวันนั้นมาถึง “ฉันจะไม่กลัวมัน” มิเชลกล่าว
มิเชลเล่าเรื่องหนึ่งไว้ในรายการ มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการได้ดูแลแม่ในช่วงท้ายของชีวิต ระหว่างที่ร่างกายของแม่กำลังค่อยๆ ‘ปิดระบบ’ เธอเล่าว่าแม่ชอบพูดให้เธอเตรียมพร้อมกับความตาย ทำนองว่า แม่พร้อมที่จะตายแล้ว ใครจะไปอยากเป็นคนแก่นานๆ กันล่ะ แต่วันหนึ่งระหว่างที่ทั้งคู่นั่งดูทีวีกันบนโซฟา แม่ตระหนักได้ว่าชีวิตกำลังจะจบ แม่โน้มตัวมาพิงเธอ แล้วบอกว่า “ว้าว นี่มันเร็วจังเนาะ” มิเชลถามว่าหมายถึงอะไร แม่ตอบกลับมาสั้นๆ ว่า “ชีวิต”
“นี่หรือคือคำพูดของผู้หญิงที่บอกว่าพร้อมจะตาย สิ่งนี้บอกฉันว่า แม้คุณจะบอกตัวเองว่าพร้อม และต่อให้คุณจะใช้ชีวิตมาอย่างดี แต่เมื่อถึงเวลา คุณก็ไม่พร้อมที่จะเจอจุดจบของชีวิตจริงๆ หรอก”
มิเชลหวังว่าตัวเองจะรู้สึกแบบแม่ เพราะการได้รู้สึกว่า “ฉันอยากมีเวลามากกว่านี้เหลือเกิน” หมายความว่า เธอได้ใช้ชีวิตที่ผ่านมาอย่างดีและมีความหมายเหลือเกินแล้ว
ความยาวไม่กี่นาทีของการสัมภาษณ์นี้ทิ้งทุ่นความคิดอันหนักอึ้งไว้ให้ผู้เขียน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยคิดว่าถ้าใช้ชีวิตให้ดี สร้างความทรงจำที่สวยงามไว้ร่วมกัน เมื่อถึงเวลา เราจะได้ลงเรือล่องแม่น้ำแห่งความตายไปอย่างสบายใจ แต่เปล่าเลย เมื่อความตายมาเยือน เราอาจทำใจรับมันไม่ได้ ต่อให้เราจะเข้าใจและเตรียมพร้อมมานานแค่ไหนก็ตาม
.
หน้าตาของความตาย
ช่วง 1 ปีมานี้ เป็นช่วงที่ผู้เขียนคิดวกวนเกี่ยวกับความตายบ่อยที่สุด อีกทั้งงานบางชิ้นยังพาให้ผู้เขียนได้คุยเรื่องลึกซึ้งนี้กับคนที่เพิ่งรู้จัก เช่นเรื่องสั้นๆ ที่จะหยิบมาเล่าสู่กันฟังนี้
คุณลุงคนหนึ่งซึ่งทำสวนอยู่แถวลุ่มน้ำสะแกกรังเล่าว่า ชีวิตเขารอดตายมานักต่อนัก และมันทำให้เขาคิดถึงความตายบ่อยเกินกว่าจะนับ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาอยากตาย มันกลับยิ่งทำให้เขาพบว่าชีวิตนี้ยังมีอีกหลายอย่างให้ต้องทำ และยังมีหลายเรื่องที่ต้องห่วง
ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานบริษัทอยู่ในเขตชานเมืองบอกว่า เธอไม่เคยนึกถึงชีวิตอย่างลึกซึ้งมาก่อน จนกระทั่งมีลูกซึ่งป่วยเป็นโรคหายากและยังไร้ทางรักษาให้หายขาด เธอจึงเริ่มนึกวางแผนให้ชีวิตลูก ให้เขายังอยู่ต่อไปได้ แม้วันนั้นเธอจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้วก็ตาม
รวมถึงเรื่องราวของ ‘พุทธทาสภิกขุ’ พระสายปฏิบัติที่เข้าใจกฎของชีวิต ผู้ซึ่งทิ้งวิธีคิดเรื่อง ‘ตายก่อนตาย’ ไว้ให้ผู้ศึกษาธรรม สอนให้เราอย่ายึดติดกับสิ่งซึ่งเป็น ‘ตัวกู ของกู’ และฝากคำขอสุดท้ายให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดว่าอย่าได้ยื้อชีวิตท่านเมื่อวันนั้นมาถึง แต่แล้วกลับไม่มีใครทำได้ลง พวกเขารักษาและยื้อชีวิตท่านอย่างถึงที่สุด แม้แต่กับท่าน วาระสุดท้ายยังไม่เป็นอย่างที่คิดคาดไว้
มีความตอนหนึ่งจากทัศนะของ ‘อนุสรณ์ ติปยานนท์’ นักเขียน นักแปล และนักอ่านผู้คลุกคลีเกี่ยวกับความตาย บอกว่า ความตายเป็นสิ่งซึ่งอุบัติในชั่วพริบตา แต่ผู้คนมักมีกำแพงกับความตายเสมอ ตราบใดที่เชื่อว่ามันยังมาไม่ถึง แม้แท้จริงชีวิตกับความตายจะเป็นเรื่องเดียวกัน “เรามีความรู้สึกว่าความตายเป็นคอนเซ็ปต์ ความคิด และเงื่อนไข แต่จริงๆ ความตายคือประสบการณ์”
เรื่องเล่า เรื่องราว และประสบการณ์ของผู้คนเหล่านี้กำลังชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ จะมีเงื่อนไขชีวิตที่พิเศษกว่าคนอื่นหรือไม่ ก็ล้วนแต่ต้องเผชิญกับความตาย และข้อเท็จจริงนี้จะคอยกระซิบให้เราเผลอจินตนาการถึงมันเสมอ บางคนไม่เคยนึกถึงก็ต้องนึกถึง แต่บางคนระลึกถึงอย่างลึกซึ้ง ความตายกลับไม่เป็นอย่างที่คิดคาดไว้
สำหรับผู้เขียน ในช่วงชีวิตนี้ หน้าตาของชีวิตและความตายนั้นเหมือนกับกองขี้เถ้าบนฝ่ามือ คุณมองเห็นมัน สัมผัสมันอย่างทะนุถนอมเพราะไม่อยากให้มันปลิวหรือติดมากับนิ้ว แต่เพียงเสี้ยววิที่ลมพัดมา ยังไม่ทันได้ยกมืออีกข้างขึ้นมาป้อง มันก็ปลิวไปคนละทิศคนละทาง ไม่อาจจะโกยกลับมารวมเป็นกองได้อีก
ในความคิด ความตายนั้นอาจเร็วเพียงชั่วพริบตา แต่มันจะเป็นเช่นนั้นจริงไหม ใครจะรู้ คงต้องรอสัมผัสกับประสบการณ์จริง…ในสักวันหนึ่ง
.
ความตายในฝัน
“ชีวิตในฝันของคุณเป็นแบบไหน” อาจเป็นคำถามที่เชยไปแล้วในยุคนี้ ถ้าอย่างนั้นขอถามผู้อ่านว่า “ความตายในฝันของคุณเป็นแบบไหน” ระหว่างที่คิดคำตอบในใจ ผู้เขียนขอเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง มันเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้เอง
ช่วงตี 1 ของวันที่ 2 ตุลาคม ระหว่างที่กำลังพัฒนางานเขียนชิ้นนี้อยู่ แอปพลิเคชันข่าวต่างประเทศก็แจ้งเตือนขึ้น
Breaking News
เจน กูดัลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชิมแปนซี และนักรณรงค์เรื่องสิทธิสัตว์ เสียชีวิตด้วยวัย 91 ปี
มันเป็นข่าวที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกใจหายอย่างน่าประหลาด ด้วยเหตุว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าเพิ่งดูสารคดีเกี่ยวกับ ‘เจน กูดัลล์’ จบไป มันเลยให้ความรู้สึกราวกับว่าเพิ่งได้รู้จักชีวิตโดยย่อของผู้หญิงคนหนึ่ง เห็นความรักของเธอที่มีต่อสัตว์ วิธีการที่เธอเข้าหาและสังเกตเหล่าชิมป์ ข้อมูลที่เธอทิ้งไว้เป็นความรู้และแรงบันดาลใจให้คนรุ่นถัดๆ ไป
ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า เจนใช้ชีวิตมาอย่างยาวนานและมันเป็นเวลาแสนยาวนานที่ ‘คุ้มค่า’ เหลือเกิน ไม่ใช่แค่กับตัวเธอ แต่กับเหล่าชิมป์และสัตว์ที่เธอรัก รวมทั้งเพื่อนมนุษย์ในเจนเนอเรชันถัดๆ ไปด้วย
การจากไปของเจนทำให้ผู้เขียนนึกถึงบทสัมภาษณ์หนึ่งที่เคยอ่านในนิตยสารสารคดี เป็นบทสัมภาษณ์ตอนที่เจนเดินทางมาประเทศไทยครั้งแรก ในเดือนตุลาคม 2018 เพื่อเข้าร่วมงานประชุมประจำปีสมาคมสวนสัตว์และอะควาเรียมโลก ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ
มีความตอนหนึ่งจากคำถามที่ว่า “อะไรคือความลับของคุณ ที่ทำให้มีพลังทำงานอยู่ตลอดเวลา แม้คุณอายุเท่านี้แล้ว” เจนได้ตอบไว้ว่า
“…การที่เราอายุมากขึ้น เราก็ยิ่งเข้าใกล้วาระสุดท้าย ใน 10 ปี 20 ปี หรืออาจเป็นแค่ 5 ปี ไม่มีใครรู้ได้ แต่เพราะฉันกำลังจะ 85 แล้ว ฉันจึงเข้าใกล้จุดนั้นมาก ไม่นับเรื่องที่เครื่องบินตกตอนที่ฉันอายุ 20 ดังนั้นฉันต้องรีบทำละ และเหตุผลที่ฉันทำก็เพราะเมื่อฉันพูด ซึ่งส่วนมากเกี่ยวกับเหตุผลที่เราควรมี ‘ความหวัง’ และมันช่วยเปลี่ยนความคิดของคน ทำให้ฉันยิ่งต้องรีบทำให้เร็วขึ้น…มีอะไรที่ทำให้ฉันทำงานต่อไปได้อีกหรือ พลังแห่งจิตวิญญาณนั่นละที่ช่วยฉัน และก็ความจริงว่าสิ่งที่ฉันทำนั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง…”
ในช่วงท้ายของบทสัมภาษณ์ เจนทิ้งคำพูดที่ฟังดูมีความหมายขึ้นเมื่อกลับมาอ่านในตอนนี้
“เด็กๆ ถามว่าอะไรเป็นการผจญภัยครั้งต่อไปของคุณ ฉันตอบว่าการตายไง เพราะเมื่อคุณตายก็กลายเป็นว่างเปล่า หรืออาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้”
“ไม่มีใครรู้ได้” อย่างที่เจนว่า – 7 ปีหลังบทสัมภาษณ์นั้น ในเดือนเดียวกันของปี 2025 เจนจากไปอย่างสงบ และ ‘การผจญภัย’ ของเจนได้เริ่มขึ้น ในขณะที่ความหวังและการเปลี่ยนแปลงที่เจนทิ้งไว้จะยังคงถูกส่งต่อไป
หากเป็นไปได้ ความตายในฝันของผู้เขียนก็เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ในแง่ของการมีชีวิตยืนยาว หรือทิ้งองค์ความรู้อันทรงคุณค่าไว้ให้คนรุ่นหลัง แต่เป็นในแง่ของความรู้สึกว่าชีวิตนั้น ‘คุ้มค่า’ และไม่มีอะไรให้นึกเสียดายอีกต่อไปในวันที่การผจญภัยครั้งสุดท้ายเริ่มต้นขึ้น
แล้วความตายในฝันของคุณล่ะ เป็นแบบไหน
…..
เมื่อความตายอาจเป็นได้ทั้งแรงกระแทกที่รุนแรงและความว่างเปล่า มันอาจเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งหรือเป็นวันที่ทำใจลำบากที่สุดในชีวิต บางครั้งมันเป็นแค่เรื่องง่ายแสนง่าย แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ยากจะอธิบาย ดังนั้นการนึกถึงความตาย การทดลองตายในหัว และการทำความเข้าใจว่ามันเป็น ‘เรื่องธรรมดา’ ของชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ
แม้ความตายและการสูญเสียจะเป็นเรื่องน่าเศร้าเสียดายของชีวิต แต่ในอีกทางหนึ่งมันก็เป็นเรื่องน่าฉงนว่าเราควรจะนึกถึงมันอย่างไรดี
จะมีนรก สวรรค์ โลกวิญญาณ อย่างในบทเรียนพุทธศาสนาจริงหรือเปล่า – หรือจะเป็นเพียงนิทานหลอกเด็กที่สร้างภาพจำให้เรากลัวการเผชิญหน้ากับความตาย
หรือความตายจะแค่ถูกแปลงค่าไปเป็นความทรงจำ – ไม่ต่างจากแอนิเมชัน Coco และไม่ต่างจากคุณครูพละผู้ไม่เคยจากไปไหน
แล้วเราควรรับมืออย่างไรในโลกหลังความตายซึ่งเป็นของเราทุกคน – ทั้งในฐานะคนที่อยู่ต่อและคนที่กำลังต่อคิวใน waiting list
ถ้าอย่างนั้นคุณ ‘พร้อม’ แล้วหรือยัง – แต่อย่าลืมว่าต่อให้คุณใช้ชีวิตมาดี ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำใจยอมรับได้เสมอไป
ในบางจังหวะชีวิตคุณอาจย้อนกลับมาคิดว่าแท้จริงแล้วความตายหน้าตาเป็นแบบไหน – จะเป็นประสบการณ์เพียงชั่วพริบตาอย่างที่เขาว่าหรือไม่นั้น คงต้องรอพิสูจน์
ไม่ว่าคุณจะมองและตีความความตายเป็นแบบไหน เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงชีวิตหรือไม่ มองมันเหมือนเดิมหรือต่างไปจากเดิมอย่างไร คุณอาจจะมองมันแตกต่างไปจากความตายแบบผู้เขียนก็ได้
แต่ความแน่เท้ของความตายคือมันจะมาเยือนเราทุกคน
และหวังว่าคุณจะไม่ลืมจินตนาการถึง ‘การผจญภัยครั้งสุดท้าย’ นี้ :- )
รายการอ้างอิง
คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง. (2560). แอดเวนเจอร์ ออฟ เมอฤดี ฉบับ PARIS SYNDROME. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แซลมอน.
Michelle Obama on embracing her own ambition and fighting despair. (26 มิถุนายน 2025). เข้าถึงได้จาก NPR Podcasts: https://youtu.be/p156Ta8e1c8?si=K6ibM_IQMP7xxrOn
อนุสรณ์ ติปยานนท์. พอใกล้ตายถึงจะรู้ว่าที่คุณฝึกปฏิบัติ..ของจริงไหม?. (31 มกราคม 2562). เข้าถึงได้จาก Peaceful Death: https://youtu.be/bG8uHYmUsmA?si=SmEMRgMBXAcr_cU2
สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ และ อัญชนา อัศวาณิชย์. (2561). Jane Goodall The Power of Individual. นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 405 พฤศจิกายน 2561.
Writer & Graphic Designer

เด็กจบใหม่หมดไฟ สนใจเรื่องผู้หญิงและเรื่องไม่ป๊อป มีความสุขเวลาได้สัมภาษณ์คนเจ๋งๆ และตอนนี้กำลังปั้นเพจเกี่ยวกับเลสเบียนและกีฬาผู้หญิง
