Spoiler Alert: บทความนี้มีการสปอยเนื้อหาบางส่วนและบางฉากจบจากเกม No, I’m not a Human หากผู้อ่านมีความคิดหรือกำลังลังเลที่จะเล่นเกมนี้ดีหรือไม่ แนะนำว่าอยากให้ลองไปเล่นดูก่อนสักครั้ง เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด

‘ความตาย’ ‘การสูญเสีย’ ‘การลาจากตลอดกาล’

          คือสิ่งสุดท้ายที่มนุษย์เกรงกลัวและไม่อยากให้มาถึง เพราะเราไม่รู้เลยว่าหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร เราต้องลงไปชดใช้กรรมจริงไหม ต้องกลับมาเกิดใหม่อีกรอบหรือเปล่า หรือมันจะเป็นเพียงแค่ความว่างเปล่าเหมือนกับแค่หลับไป ไม่มีใครรู้ได้เลย

          นอกจากคนที่ต้องจากไป คนที่เจ็บปวดไม่แพ้กันคงเป็นเหล่าคนที่ต้องอยู่ต่อเพื่อรับสภาพกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น…มันไม่ง่ายเลย แต่ก็เพราะเรากลัว เราจึงต้องมีชีวิตอยู่ต่อ เพราะไม่อยากจะตามพวกเขาไปเร็วขนาดนั้น

          แต่สำหรับบางคนในปัจจุบัน มันยังเป็นแบบนั้นอยู่รึเปล่า การจากลาน่ะกลัวแน่ แต่ความตายล่ะ ยังน่ากลัวอยู่ไหม เมื่อในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มันมีแต่ความโกลาหลเต็มไปหมด สิ่งแวดล้อมที่พังทลายแบบไม่มีทางหยุดได้ ความขัดแย้งที่เริ่มทวีคูณจนทำให้มองหน้าใครก็ไม่ติด ไปจนถึงความวิกลจริตที่ทำให้เริ่มมองมนุษย์ไม่เป็นมนุษย์อีกต่อไป…นั่นมันน่ากลัวยิ่งกว่าความตายเสียอีก                

          ความรู้สึกกังวล สับสน จนตรอกเหล่านี้ ถูกถ่ายทอดออกมาในเกมอย่าง No, I’m not a Human จาก Trioskaz ทีมผู้พัฒนาสัญชาติรัสเซียที่จะให้เราได้ลองสัมผัสว่า ในสภาพสังคมและโลกอันแสนเลวร้าย การมีชีวิตรอดอาจไม่ใช่จุดจบที่ดีเสมอไป
.

คืนที่ 0 : คืนที่แสนสงบสุขคืนสุดท้าย

          เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงพูดคุยทางโทรศัพท์ เสียงปลายสายจะคุยกับเราเรื่องจิปาถะทั่วไป ทั้งเรื่องที่พึ่งไปเที่ยวทะเลมาแต่ต้องกลับก่อนเวลาเพราะอากาศร้อนเกินไป หรือการเตรียมตัวให้ลูกสาวที่ต้องเริ่มไปโรงเรียนในวันพรุ่งนี้ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “เดี๋ยวคืนนี้จะไปหา”

          เรายืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านของตัวเอง มีเสียงเคาะประตูดังอยู่เป็นระยะ และมันจะดังอยู่แบบนั้นจนกว่าเราจะกดส่องไปที่ตาแมวที่ประตูหน้า ในระหว่างนี้จะสามารถเดินสำรวจบ้านและหน้าต่างได้ แต่จะไม่สามารถเปิดประตูห้องอื่นๆ ภายในบ้านได้ หลังจากเดินสำรวจอยู่สักพัก เราก็ต้องกลับไปดูที่ประตูหน้าอยู่ดี

          เมื่อกดที่ประตูหน้าบ้าน เราจะพบเข้ากับคนที่เหมือนจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดูสนิทกันมากพอสมควร เราจะพูดคุยถามไถ่กันสักพักก่อนที่เขาจะเริ่มพูดถึงเรื่องแปลกๆ ขึ้นมา

          “ญาติฉันโทรมาบอกว่ามีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นกับพระอาทิตย์ และมันก็มีพวกคนที่ออกมาจากใต้ดิน แล้วเขาก็เรียกมันว่า ‘ผู้มาเยือน’ หรืออะไรนี่แหละ
โคตรน่ากลัวเลย หวังว่ามันจะไม่ใช่เรื่องจริงนะ”

          เมื่อถามถึงเรื่องเกี่ยวกับพระอาทิตย์ต่อ เขาจะตอบว่าเหมือนมันจะระเบิดหรือไม่ก็มีอะไรไประเบิดบนนั้น ก่อนจะยกเรื่องอากาศในฤดูร้อนนี้ที่ร้อนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่เขาจะบอกว่าจะกลับมาอีกทีในเช้าพรุ่งนี้เพื่อคุยต่อ รอบนี้เขาแค่มาเช็กว่าเรายังปลอดภัยดีก็เท่านั้น
.

วันที่ 1 : ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป

          เราตื่นขึ้นมาเจอกับข่าวด่วนในทีวีที่บอกเล่าเรื่องเกี่ยวกับพายุสุริยะที่ทำให้อากาศร้อนกว่าปกติจนทางรัฐบาลต้องออกมาประกาศเตือนไม่ให้คนออกไปข้างนอกในตอนกลางวัน เหมือนกับที่เพื่อนบ้านบอกเอาไว้เมื่อคืน ก่อนภาพจะตัดเป็นวิดีโอการเต้นบัลเลต์ที่แม้จะดูสวยงามแต่ก็แฝงไปด้วยความสับสน

          เช้านี้เราจะสามารถเข้าไปในห้องอื่นของบ้านได้แล้ว รวมถึงสามารถสำรวจสิ่งของต่างๆ ภายในบ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ กระจกห้องน้ำ โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งวิทยุ ซึ่งถ้าสำรวจวิทยุเราจะได้ยินเกี่ยวกับอากาศที่ร้อนขึ้นอีกครั้ง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือการพูดถึง ‘ชายวิกลจริตผิวซีดที่ออกล่าตอนกลางคืน’ และมันไม่ใช่มนุษย์

          ถ้าเดินไปที่ห้องครัว เราจะเจอกับเพื่อนบ้านคนเมื่อคืนมานั่งอยู่ในบ้านพร้อมกับเบียร์กระป๋องจำนวนมาก เขาจะบอกข้อมูลและระบบเกี่ยวกับเกมให้เรารู้ นั่นคือ “อย่าอยู่คนเดียว ต้องให้คนอื่นเข้ามาในบ้านบ้าง ถ้ามีคนมาถามว่าอยู่คนเดียวไหมก็ต้องบอกว่าไม่ และต้องตรวจสอบด้วยว่าคนที่เอาเข้ามานั้นเป็น ‘ผู้มาเยือน’ ปลอมตัวมาหรือเปล่า” ก่อนจะทิ้งท้ายว่าให้จดเบอร์ของเขาเอาไว้กรณีที่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
.

คืนที่ 1 – 2 : เริ่มปรับตัวกับชีวิตใหม่

          ในช่วงกลางคืนเราจะต้องตื่นขึ้นมาเพื่อไปเจอกับผู้คนที่มาเคาะประตูบ้านของเรา เขาจะเล่าเรื่องราวของตัวเองพร้อมกับขอให้รับเขาเข้าไปอยู่ในบ้านด้วยกัน ซึ่งเราจะตัดสินใจได้ว่าจะรับหรือไม่รับใครเข้ามาในบ้าน การเผชิญหน้ากันส่วนใหญ่ของเกมนี้แทบจะเป็นการสุ่มใหม่ทั้งหมด ยกเว้นส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องเฉพาะเท่านั้น

          ถ้ารับคนเข้ามา ในช่วงกลางวันเราก็ต้องตรวจสอบพวกคนเหล่านั้นว่าเป็น ‘ผู้มาเยือน’ หรือไม่ ซึ่งวิธีการตรวจสอบจะได้รับจากทีวีที่รายงานใหม่ในทุกเช้า เช่น ผู้มาเยือนจะมีฟันที่ขาวเกินไป ตาจะมีสีแดง เล็บจะมีดินติดอยู่ เหงือกเลือดออก หรือแม้กระทั่งรักแร้เรียบเนียนไร้ขน ซึ่งถ้าตรวจสอบแล้วคิดว่าคนนั้นเป็นผู้มาเยือน เราจะสามารถหยิบปืนขึ้นมาจัดการคนเหล่านั้นได้ทันที

          แต่ต้องระวังไว้ให้ดี เพราะในแต่ละวัน เราจะมีจำนวนครั้งของการตรวจสอบที่จำกัด และไม่ใช่ทุกผู้มาเยือนจะมีสิ่งที่ตรงตามวิธีตรวจสอบทั้งหมด คนธรรมดาก็มีสิ่งเหล่านี้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น การไม่รับคนเข้ามามากเกินไปก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่นั่นจะเป็นวิธีที่ใช้ได้นานขนาดไหนกัน
.

คืนที่ 3 : ผู้มาเยือนผิวสีซีดและนักทำนายหัวโล้น

          คืนนี้เราจะพบกับชายวิกลจริตผิวซีด เขาเป็นชายวัยกลางคนร่างผอมบางที่ใส่เพียงกางเกงและเปลือยท่อนบน ผิวหนังของเขานั้นดูจะไม่พอดีกับตัวของเขาเลย เหมือนกับมันเป็นผิวหนังของคนอื่นมากกว่า…เขาจะมาเคาะประตูหน้าบ้านพร้อมกับถามว่าเราอยู่คนเดียวหรือไม่ ถ้าเราตอบว่าอยู่คนเดียว หรือโกหกว่าไม่ แต่ไม่มีใครอยู่ด้วยในบ้าน เขาจะเข้ามาจัดการเราเหมือนกับที่เคยเป็นข่าว

          ถ้ารอดจากชายวิกลจริตไปได้ เราจะเจอกับผู้ชายหัวโล้นที่พูดอะไรบางอย่างซึ่งเข้าใจได้ยาก เขาจะไม่ได้มาขอให้รับเขาเข้าไปอยู่ด้วย แต่จะทำเพียงแค่เน้นย้ำเราว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “ต้องรับคนที่มีแมวเข้าบ้านให้ได้” และเขาก็จากไป

.

คืนที่ 4 – 5 : ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

          หลังจากผ่านช่วงแรกมาได้และค่อนข้างมั่นใจว่าคนในบ้านเรานั้นเป็นมนุษย์ทั้งหมด ตัวแปรใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้นมาที่หน้าประตูบ้าน ‘พนักงานบริษัท FEMA’ พวกเขาเป็นตัวแทนของหน่วยงานที่จัดการและดูแลความผิดปรกติทั้งหมดนี้ เขาจะเข้ามาทักพร้อมบอกว่าต้องพาตัวคนในบ้านของเราไปด้วยหนึ่งคนตามมาตรการของบริษัท โดยเขาจะสุ่มจากคนที่เรารับเข้ามาในบ้าน…ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ถูกเอาตัวไป ไม่เคยกลับมาหาเราอีกเลย
               
          ช่วงเวลาและโชคชะตาเหมือนเล่นตลก เพราะชายวิกลจริตผิวซีดจะกลับมาหาเราอีกครั้งพร้อมกับถามคำถามรูปแบบเดิม ซึ่งถ้าเราบริหารจำนวนคนไม่ดีและถูก FEMA เอาตัวไปจนหมด เราก็จะกลายเป็นเหยื่อของชายวิกลจริตได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เราจึงต้องรับคนเข้าในบ้านให้มากพอที่จะมั่นใจได้ว่าเราจะไม่อยู่ตัวคนเดียว…แต่นั่นก็หมายถึงว่าเราก็ต้องเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเองเข้าไปอีก
.

คืนที่ 6 : ทุกอย่างเริ่มเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก

          ในตอนเช้าหากสำรวจวิทยุ เราจะได้ยินข้อความบางอย่างที่เหมือนกับการรายงานทางการทหารว่ามีการระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่กักกันและมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นก็ยังมีการรายงานให้ปิดล้อมเมืองและเตรียมส่งกำลังเสริมเข้าไปในพื้นที่ และในรายงานนี้เองที่จะส่งผลต่อไปถึงค่ำคืนที่ไม่เหมือนเดิม

          คืนนี้ต่างจากคืนอื่นๆ ไม่มีใครมาเคาะประตูบ้านเราเลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงหน้าบ้านที่ว่างเปล่าและตึกรามบ้านช่องอื่นๆ ที่เริ่มเต็มไปด้วยเปลวเพลิง ถ้าเราไปเช็คที่หน้าต่างบานต่างๆ ในบ้าน จะเห็นความผิดปกติของคนที่อยู่ด้านนอก

          ทั้งกลุ่มคนที่วิ่งหนีบางอย่างและพยายามจะหาบ้านอยู่ พนักงาน FEMA ที่เหมือนพึ่งยิงใครสักคนเสียชีวิตไป หรือภาพของหญิงที่ต้องลากร่างของชายที่รักไปตามพื้นเพื่อไปให้ถึงที่พัก

          ทุกอย่างมันเกินเยียวยาไปหมดแล้ว ทั้งโลกและสังคม
.

คืนที่ 7 : ยังมีอะไรที่เชื่อถือได้อีกเหรอ

          เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับการรายงานทางทีวีว่ามีปัญหาความไม่สงบจากเมืองข้างๆ จึงทำให้ทาง FEMA ต้องทำการตัดการเชื่อมต่อของพื้นที่ทั้งหมดและบอกให้เราอยู่แต่ในบ้านเพื่อรอคำสั่งต่อไป และยังทิ้งท้ายด้วยว่า “โปรดสนับสนุน FEMA ในการจัดการกับเหล่าผู้มาเยือน”

          การรายงานนี้แตกต่างจากที่อยู่ในวิทยุโดยสิ้นเชิง ในวิทยุจะบอกเราว่าให้ทุกคนออกห่างจากชานเมืองให้หมด เพราะตอนนี้พนักงาน FEMA กำลังจัดการทุกคนที่ต้องการจะหนีออกไปจากเมือง ก่อนที่จะจบด้วยการคร่ำครวญและเสียงร้องขอความช่วยเหลือ…ก่อนที่มันจะถูกตัดไป

          พวกเขาไม่ได้ตัดการเชื่อมต่อเพราะเมืองข้างๆ มีเหตุความไม่สงบ เขาปิดล้อมเพราะไม่อยากให้เราออกไปจากเมืองต่างหาก สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำความน่าสับสนเข้าไปอีก ว่าหรือแท้จริงแล้วทีวีไม่น่าเชื่อถือ และมันอาจจะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่วันแรก
.

คืนที่ 8 – 10 : มันผิดเพี้ยนไปหมด

          คืนนี้เราจะเจอกับเจ้าลัทธิคนหนึ่ง เขาจะพร่ำพูดถึงความตายที่กำลังเข้าใกล้เข้ามาและบอกว่าพวกเขาจะเป็นคนที่ต้องทำพิธีเชื่อมพระเจ้าเข้ามาหาพวกเรา ก่อนที่ฝากสาวกในลัทธิบางส่วนไว้ในบ้านของเรา พร้อมกับขู่ด้วยว่าถ้าหนึ่งในสาวกของเขาตายหรือหายไป บ้านของเราก็จะหายไปด้วยเช่นกัน

          ต่อมากับชายปริศนาที่มาพร้อมกับปืนกล ที่คอของเขาจะห้อยนิ้วมือที่ถูกตัดมาทำเป็นสร้อยเอาไว้ เราจะถามเกี่ยวกับเพื่อนบ้านของเราที่หายตัวไป พร้อมกับถามว่ามีอะไรที่ต้องระวังในแถบนี้บ้างไหม ก่อนที่เขาจะออกไปตามทางของเขาต่อ

          หลังจากนี้ ทุกอย่างจะดำเนินไปตามปกติ ชายวิกลจริตผิวซีดจะเข้ามาถามถึงคำถามรูปแบบเดิม FEMA จะยังคงมาเอาคนไปเช่นเดิม แต่จะเพิ่มจำนวนเป็นรอบละสองคนแทน และเจ้าลัทธิก็จะมาหาเราเพื่อถามเกี่ยวกับสาวกของเขาอยู่เป็นระยะ

          คนเดียวที่เปลี่ยนไปคือชายที่มีปืนกล เราจะกลับบ้านมาพร้อมกับบอกว่าหาเพื่อนบ้านของเราไม่เจอ แต่นั่นก็ยังคงปกติจนกระทั่งเขาขอดูร่างกายบางส่วนของเราเพื่อตรวจสอบว่าเราเป็นผู้มาเยือนหรือไม่ และถ้าร่างกายของเรามีความผิดปกติแบบนั้นจริงๆ เขาก็จะเตรียมพร้อมจัดการกับเราทันที ซึ่งจะนำไปสู่หนึ่งในฉากจบของเกม
.

คืนที่ 11 : เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าที่ทำอยู่มันถูก

          รอบบ้านของเราตอนนี้ไม่ปกติอีกต่อไป บ้านของเพื่อนบ้านเหลือเพียงซากเถ้าถ่านที่ยังคงเห็นร่างไร้วิญญาณของคนที่หนีออกมาจากค่ายกักกันของ FEMA อยู่บางส่วน พวกลัทธิเริ่มผูกตัวเองกับเสาไม้ที่เตรียมจะเผาไฟ หรือแม้กระทั่งบ้านหลังถัดๆ ไปจากเราก็เริ่มที่จะมีไฟลุกไหม้ขึ้นมา…ต่อให้รอดไป เราจะใช้ชีวิตกับอะไรแบบนี้ต่อได้จริงๆ เหรอ

          คืนนี้ชายวิกลจริตผิวซีดจะมาหาเราอีกครั้ง แต่เขากลับบอกว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน เขาจะถามคำถามบางอย่างที่จะยิ่งตอกย้ำเรามากขึ้น

          “แกเอาคนของพวกเราเข้าไปในบ้านหรือเปล่า”

          เขาจะถามคำถามนี้ทิ้งท้ายไว้ และไม่ว่าเราจะตอบไปว่าอะไร เขาก็จะออกไปจากหน้าบ้านโดยดีและไม่กลับมาหาเราอีกเลย ทิ้งไว้เพียงความสับสนและสงสัยเพียงเท่านั้น

          เจ้าลัทธิก็เช่นกัน เขาจะมาหาเราเพื่อเอาสาวกของเขากลับไป ซึ่งถ้าสาวกของเขาอยู่รอดปลอดภัยแบบที่ไม่มีใครตายและไม่ถูก FEMA เอาตัวไป เจ้าลัทธิก็จะชวนเราเข้าร่วมพิธีของพวกเขาด้วย ซึ่งถ้าเราตกลง มันจะนำไปสู่หนึ่งในฉากจบของเกมอีกเช่นกัน
.

คืนที่ 12 : ทุกอย่างใกล้จะสิ้นสุดแล้ว

          คืนนี้จะมีชายถือปืนมาหาที่หน้าบ้านอีกครั้ง เขาจะต้องการตรวจสอบเราเหมือนเดิมว่าเป็นผู้มาเยือนหรือไม่ ซึ่งเราก็ต้องเอาบางส่วนของร่างการให้เขาดูเช่นเดิม แต่ถ้าเอาส่วนเดิมให้ดู เขาจะปฏิเสธและให้เราเลือกใหม่ และถ้ามันไม่มีความผิดปกติ เขาจะหายไปเช่นกัน
.

คืนที่ 13 : จนถึงวินาทีสุดท้าย

          เราจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับข่าวในทีวีว่าตอนนี้ FEMA ได้เข้ายึดอำนาจจากทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว พร้อมบอกว่ามีผู้บริหารบางส่วนที่ถูกระบุว่าเป็นผู้มาเยือนแฝงตัวมา ก่อนที่รายงานจะถูกแทรกว่ามีผู้หลบหนีออกมาจากค่ายกักกันจำนวนมาก ขอให้ทุกบ้านปิดบ้านและอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง

          ในขณะเดียวกันในวิทยุจะเริ่มรายงานว่า FEMA ไม่สามารถดูแลเมืองได้อีกต่อไป พร้อมกับขอกำลังเสริมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

          คืนนี้จะไม่มีใครมาที่บ้านเรา และเราไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่อย่างเดียว ทำได้เพียงนอนลงบนเตียงและเตรียมไปอยู่ที่ใต้ดิน
.

วันที่ 14 : รอเวลาให้ทุกอย่างกลับมาปกติ

          เราจะตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพร้อมกับพึมพำว่าจะต้องตอกแผ่นไม้เพื่อป้องกันหน้าต่างทั้งหมดภายในบ้าน เราจะไม่สามารถดูทีวี ฟังวิทยุ หรือเข้าไปคุยกับคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในบ้านได้เลย ทำได้เพียงไล่ปิดหน้าต่างไปทีละบาน และเมื่อเราปิดครบ ก็ถึงเวลาที่จะต้องลงไปอยู่ใต้ดิน      
.

บทสรุปของเรื่องราว

          เกม No, I’m not a Human มีฉากจบทั้งสิ้น 10 แบบ แต่ทางทีมผู้สร้างไม่บอกว่าฉากจบไหนกันแน่ที่เป็นฉากจบที่แท้จริง หรือฉากจบไหนเป็นฉากจบที่ดีหรือแย่ แม้กระทั่งว่าฉากจบที่ตัวเอกของเรานั้นรอดชีวิต ก็ยังไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นฉากจบที่ดีเสียด้วยซ้ำ

          เช่น ฉากจบ  Wrath of the Vigilante ที่จะได้รับเมื่อเราพบกับชายถือปืนกลแล้วเขารู้ว่าเรามีบางส่วนที่ตรงกับที่ทีวีบอกว่าเป็นผู้มาเยือน ทั้งคู่จะหันปืนเข้าหากันก่อนที่จะยิงออกไป เราจะถูกยิงที่ท้อง ขณะที่อีกฝั่งจะเสียชีวิตทันที

          แต่แทนที่ทุกอย่างจะจบและแยกย้าย นั่นกลับไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับตัวเราอีกต่อไป เราจะเข้าไปต่อยร่างที่ไร้วิญญาณของชายคนนั้น ทำอยู่แบบนั้นซ้ำไปมาพร้อมกับพร่ำเพ้อถึงสิ่งที่ต้องเสียไปตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เหมือนกับการโยนความโกรธที่อัดอั้นอยู่เต็มอกลงไปใส่แม้ว่าร่างไร้วิญญาณนั่นจะไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยก็ตาม

          และตอนนี้เราตัดสินใจแล้ว ว่าทุกคนที่มีอาวุธอยู่ในมือจะต้องจบชีวิตลงในวันนี้  

          หรืออย่างในตอนจบอย่าง Made it out To The End ที่ตัวเรารอดชีวิตตลอด 14 วัน และลงไปใต้ดินได้สำเร็จพร้อมกับคนที่เหลือภายในบ้านโดยที่ไม่มีใครในนั้นเป็นผู้มาเยือนแม้แต่คนเดียว ทุกคนจะใช้ชีวิตอยู่แบบนั้นจนกระทั่งได้รับสัญญาณจากวิทยุที่บอกว่าพายุสุริยะสิ้นสุดแล้ว และสามารถกลับไปใช้ชีวิตในช่วงเวลากลางวันได้ตามปกติ

          แต่แทนที่จะรู้สึกยินดีที่ทุกอย่างสิ้นสุด เรากลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ มันเหมือนกับความรู้สึก ‘ผิดหวัง’ เรารู้ว่าสามารถผ่านทุกอย่างไปได้และหลังจากนี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกตลอดปี…รึเปล่า? แล้วยังไงต่อ? ฤดูร้อนรอบหน้าก็จะเป็นแบบนี้อีกเหรอ? แล้วถ้าเป็นอีก เรื่องทั้งหมดนี้จะจบเมื่อไหร่กัน? แล้วถ้าต้องทนอย่างนี้ไปอีก 10 ปีล่ะ?

          สุดท้ายตัวเราก็ไม่รู้เลยว่าโลกภายนอกมันเกิดอะไรขึ้นบ้างกันแน่ FEMA ยังคงยึดอำนาจอยู่รึเปล่า ทุกคนจะกลับมาใช้ชีวิตกันได้ปกติจริงๆ หรือ ผู้มาเยือนถูกจัดการไปหมดแล้วจริงๆ ใช่ไหม หรือสุดท้ายพวกมันก็รวมเข้ากับสังคมของเราไปแล้ว และถ้าเป็นแบบนั้น เราก็ต้องอยู่ในความวิตกกังวลแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อย่างนั้นหรือ

          มันเป็นตอนจบที่เรารอดก็จริง แต่กลับดูเศร้ากว่าตอนจบอื่นๆ เสียอีก

          ในอีกด้านหนึ่ง ฉากจบที่ตัวเอกตายอย่าง May Death Cleanse us of Our Sins ที่หากเราดูแลเหล่าสาวกที่ถูกฝากไว้เป็นอย่างดีและไม่ทำใครตาย เจ้าลัทธิจะมาชวนเราให้เข้าร่วมพิธีของเขา เราจะถูกห่อด้วยผ้าขาวก่อนที่จะนำไปวางไว้บนกองฟางแห้งๆ และหลังจากนั้นไม่นาน…ไฟก็ลุกขึ้นรอบตัวเรา

          เราจะฟังคำพูดที่น่าจะเป็นของเจ้าลัทธิไปสักพัก ก่อนจะรู้สึกถึงเสียงบางอย่างที่ไกลออกไป มันกำลังพูดกับเรา “มาสิ เราจะพาเจ้าไปซ่อนในที่ที่ควรจะอยู่ เราจะมอบความสงบสุขแก่เจ้า เหมือนกับที่มนุษย์ถามหามาตลอด และเจ้าจะไม่ต้องเอาตัวรอดจากความวุ่นวายของจักรวาลอีก”

          ในมุมหนึ่ง ฉากจบนี้อาจจะพูดได้ยากว่าเป็นฉากจบที่ดี แต่มันก็แสดงถึงความสับสนที่อยู่ในใจของคนที่ต้องอยู่ท่ามกลางความโกลาหลเหล่านี้ การหนีเข้าสู่บางสิ่งที่ดูน่าเชื่อถือและมอบสิ่งที่ตามหาอย่าง ‘ความสงบ’ ให้ได้ อาจเป็นทางที่ดีกว่าการอยู่กับความกลัวว่าความโกลาหลนั้นจะกลับมาเสียด้วยซ้ำ

          อีกฉากจบอย่าง Embrace The Inevitable ที่เราจะได้รับเมื่อเราขุดหลุมที่อยู่ใต้บ้านจนพบเข้ากับหลุมขนาดยักษ์ ซึ่งจะทำให้เราได้พบกับนักทำนายหัวโล้นอีกครั้ง เขาจะกลับมาเจอเราด้วยสภาพที่เริ่มโทรมลงและบอกกับเราว่าอย่างพึ่งกระโดดลงไป ซึ่งเราต้องเล่นเกมต่อไปจนได้พบกับเขาอีกครั้ง แต่รอบนี้เขาจะยิ่งโทรมลงกว่าเดิม เขาจะเริ่มจำอะไรไม่ได้มากนักและเริ่มพูดไม่รู้เรื่อง สิ่งเดียวที่เขาพอจะจำได้คือต้องมาหาเราแล้วถ่ายทอดคำพูดนี้ให้ได้ “กระโดดเลย”

          เมื่อกระโดดลงไปในหลุม เราจะตกลงไปและพบเข้ากับบางสิ่งที่ดูไร้รูปร่าง เราจะได้พูดคุยกับมันเหมือนกับว่ากำลังรอเรามาอย่างยาวนาน และเมื่อรู้ตัวอีกที เราจะอยู่ที่ลานกว้างแห่งหนึ่งที่มีเพียงบ้านของเราอยู่ที่ปลายทาง และเมื่อเดินไปถึง ทุกอย่างก็เงียบลง…เหลือเพียงแค่ความสงบในบ้านของตัวเอง

          “กลางวันกลางคืนนั้นไม่สำคัญเลยสำหรับที่นี่ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่นี่มานานเท่าไหร่แล้ว แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกสงบ………สงบเหลือเกิน ทุกอย่างมันนิ่งไปหมด ไม่มีใครจะมาหยุดมันได้ ไม่มีเสียงเดิน เสียงรบกวน ไม่มีอะไรเลย………ฉันลืมไปแล้วว่าตัวเองมาที่นี่ได้ยังไง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะออกไปยังไงด้วย แต่ฉันก็ไม่ได้อยากจะออกไปนี่นา”

          มันเป็นฉากจบที่ตีความได้หลากหลาย เราอาจลงไปเจอบางอย่างแล้วมันให้พรเราจริงๆ ก็ได้ หรืออาจจะเป็นแค่ห้วงความคิดที่ได้หลุดพ้นจากความวุ่นวายของโลกก็ได้เช่นกัน แต่ไม่ว่าเจ้าสิ่งไร้รูปร่างนั่นจะมีจริงหรือไม่ หรือการกระโดดลงหลุมนั้นเป็นสัญญะถึงการอัตวินิบาตกรรมเพื่อหลีกหนีความโกลาหลของโลกและความไม่แน่นอนของมัน

          จะเป็นทางไหนก็ยังแสดงถึงความต้องการที่จะอยู่อย่างสงบของตัวเอกของเราอยู่ดี
.
          น่าเสียดายที่ในด้านของการดำเนินเนื้อเรื่องแล้ว ฉากจบเหล่านี้แทบไม่ได้บอกอะไรเราเกี่ยวกับปริศนาของเกมเลยแม้แต่น้อย สรุปแล้วมันคือพายุสุริยะจริงไหม ผู้มาเยือนนั้นคืออะไรกันแน่ ทีวีโกหกอะไรเราอยู่จริงหรือเปล่า หรือแท้จริงแล้วเป็นแผนของ FEMA ที่ต้องการจะทำอะไรบางอย่าง

          เราไม่ได้คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้เลย ซึ่งทำให้เกมดูค่อนข้างตื้นเขินในทางเนื้อเรื่องไปบ้าง

          แต่ในด้านของความรู้สึกและวิธีคิด มันทำให้เราได้กลับมาคิดว่า หรือที่เป็นอยู่ตอนนี้นั้นเป็นปัญหา สังคมที่มีความวิตกกังวลอบอวลอยู่ตลอดเวลา สังคมที่มอบความแน่นอนให้กับการใช้ชีวิตไม่ได้เลยแม้แต่น้อย สังคมที่ไม่แม้แต่จะมองว่าสิทธิมนุษยชนคือสิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนเป็นอันดับแรก

          ถ้าสังคมเดินไปถึงจุดที่การมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ใช่คำตอบที่มอบ Good Ending ขึ้นมา           นึกภาพไม่ออกเลยว่าตอนนั้นผู้คนจะเป็นแบบไหน…

Writer & Graphic Designer

สิทธิเดช สายพัทลุง

นักศึกษาที่เลื่อนสถานะมาเป็นคนว่างงาน
ชอบเล่นเกมและอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ