เรื่อง : อารีย์วรรณ อมรเดชเทวินทร์
ภาพ : ศิรประภา จารุจิตร
ฉันเกิดในครอบครัวที่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ครอบครัวฝ่ายหนึ่งอาศัยอยู่ในคฤหาสน์น้ำแข็งเย็นยะเยือก ทุกครั้งที่ก้าวเท้าเข้าไปในบ้านหลังนั้น ฉันจะรู้สึกหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ เหล่าญาติมิตรที่ชินชากับความหนาวระดับติดลบมักจะนั่งกันคนละมุมบ้าน ทำกิจกรรมของตนเองโดยไม่สนใจคนอื่นๆ ราวกับหัวใจของทุกคนด้านชาไปหมดเสียแล้ว
ส่วนครอบครัวอีกฝ่ายหนึ่งอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆ แสนอบอุ่น เปรียบเสมือนสถานที่หลบภัยความหนาวเย็นสำหรับฉัน เป็นบ้านที่มีจำนวนผู้อยู่อาศัยค่อนข้างมาก แต่ฉันกลับไม่เคยรู้สึกอึดอัดใจเลยสักน้อย และแน่นอนว่าเหล่าญาติมิตรที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ย่อมรู้สึกเช่นเดียวกัน
ในทุกปีฉันจะต้องไปเยือนบ้านของครอบครัวทั้งสองฝ่าย คล้ายกับเป็นวันรวมตัวของเหล่าลูกหลาน ตัวฉันพยายามหลบเลี่ยงการไปเผชิญหน้ากับญาติมิตรที่คฤหาสน์น้ำแข็งอยู่บ่อยครั้ง ทว่าต่อให้หลบเท่าไรก็หนีไม่พ้น สุดท้ายต้องยอมก้าวเท้าเข้าไปในที่แห่งนั้นอยู่ดี
ทุกครั้งที่ฉันจะเข้าไปในบ้านน้ำแข็ง คุณแม่จะเอาเสื้อกันหนาวตัวหนามาสวมให้ ส่วนพี่สาวจะเอาผ้าพันคอมาพันไว้รอบๆ เพิ่มความอบอุ่น และคุณพ่อจะสวมที่ครอบหูไหมพรมให้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยจากความหนาวเย็นของสถานที่
กลับกัน ฉันไม่เคยปฏิเสธการไปเยือนกระท่อมของครอบครัวอีกฝ่ายเลยสักครั้ง แถมพวกเราพ่อแม่ลูกก็ไม่จำเป็นต้องเตรียมอุปกรณ์ป้องกันภัยอันตรายอะไรเลยด้วย พวกเราต่างสวมเสื้อผ้าแสนสบายในวันหยุด และเตรียมอาหารไว้เพื่อนำไปแบ่งปันกับเหล่าญาติมิตรเท่านั้น
ทำไมความรู้สึกของการอยู่กับครอบครัวสองฝ่ายถึงได้แตกต่างกันมากเพียงนี้?
ฉันเคยตั้งคำถามนี้กับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งได้พบความจริงที่ว่า…
วิธีการสื่อสารของครอบครัวทั้งสองฝ่ายนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
.
“เข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว…”
หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ฉันไม่ไปเยือนคฤหาสน์น้ำแข็งเลยแม้สักครั้งตลอดระยะเวลาหนึ่งปี เพราะรู้ดีว่าคำถามที่ต้องเผชิญคงหนีไม่พ้น “เข้าคณะอะไร” หรือ “ทำไมเลือกคณะนี้” และ “เรียนจบไปจะทำอะไรกิน”
แน่นอนว่าเด็กที่ไม่ได้อยากเป็นหมอ วิศวะ หรือนักบัญชี ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในเด็กที่มีความฝันอื่นที่ไม่ใช่สามสิ่งข้างต้น หากฉันตอบกลับไปว่าอยากทำอาชีพอื่นๆ ที่ไม่ตรงกับใจของครอบครัวฝ่ายนี้ พวกเขาก็จะถอนหายใจด้วยความผิดหวัง พร้อมทั้งสรรหาเหตุผลร้อยแปดประการมาเพื่อตอกย้ำว่าการตัดสินใจของฉันเป็นเรื่องผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย
ทว่าเมื่อเข้าไปเยือนกระท่อมหลังเล็กๆ ของครอบครัวอีกฝ่าย พวกเขาเพียงถามว่า “เข้าคณะอะไร” หรือ “เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง” และ “ชอบไหม” ร่วมแสดงความยินดีที่ฉันสอบติดคณะที่สนใจ แถมยังอวยพรขอให้เรียนได้เกรดดีๆ โดยไม่มีน้ำเสียงหรือท่าทางที่แสดงถึงความผิดหวังเลยสักนิดเดียว ซึ่งการกระทำง่ายๆ เช่นนี้ทำให้ฉันรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง และมีกำลังใจในการเรียนต่อไป
“เรียนให้สนุกนะ”
เท่านี้เองที่เด็กมหาวิทยาลัยอยากได้ยินจากปากครอบครัว…
.
“เรียนจบแล้ว…”
สถานที่ที่เด็กจบใหม่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดคือคฤหาสน์น้ำแข็ง เพราะเมื่อใดที่มีเด็กจบใหม่เดินเข้าไปในบ้านหลังนี้ พวกเขาต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า “เรียนจบแล้ว…มีงานทำหรือยัง”
คำถามง่ายๆ สุดแสนเบสิคที่ใครๆ ต่างต้องพบเจอสักครั้งในชีวิต และฉันเองก็เช่นกัน
ถ้าหากตอบกลับไปว่า “ยังไม่มี” เหล่าญาติมิตรที่นั่งอยู่ในคฤหาสน์น้ำแข็งแห่งนี้จะหันมามองที่ฉันอย่างพร้อมเพรียงราวกับเกิดอาการคอเคล็ดกะทันหัน หลังจากนั้น บทสนทนาของทุกคนก็จะเข้าสู่โหมด ‘ติดลบ’ เพราะทุกสิ่งที่ฉันต้องทนรับฟังต่อจากนั้นล้วนไม่มีเรื่องน่าฟัง ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำตัดสินว่าฉันไม่เก่ง คำถามที่ว่าทำไมไม่เรียนหมอตั้งแต่แรก ลามไปถึงกล่าวว่าคุณพ่อคุณแม่ที่ดูแลลูกไม่ดีพอ พร้อมข้อเสนอชีวิตข้าราชการ ไม่เลือกงานไม่ยากจนอีกนับสิบ…ซึ่งฉันไม่ได้สนใจอยากทำ
ราวกับว่าทุกคนในบ้านน้ำแข็งโดนความหนาวเย็นกลืนกินหัวใจจนชินชากับคำพูด ‘ติดลบ’ กันหมดเสียแล้ว
ตัดภาพกลับมาที่กระท่อมเล็กๆ แสนอบอุ่นอันเป็นสถานที่หลบภัยสำหรับเด็กจบใหม่ เพราะครอบครัวในที่แห่งนี้จะถามเพียงว่า “เรียนจบแล้วหรือยัง”
เมื่อฉันตอบว่าจบแล้วได้อย่างเต็มปากเต็มคำ สิ่งที่พวกเขาเอ่ยต่อมาก็คือ “ยินดีด้วยนะ”
แม้จะเป็นถ้อยคำสั้นๆ ง่ายๆ แต่ก็ทำให้ฉันรับรู้ได้ถึงความยินดีที่ครอบครัวฝ่ายนี้ส่งต่อมาให้อย่างจริงใจ
หรือต่อให้มีใครสักคนถามขึ้นว่า “มีงานทำหรือยัง” ฉันก็จะตอบได้โดยไม่รู้สึกผิดว่า “ยังไม่มี” เพราะรู้ดีว่าพวกเขาจะพยักหน้าและพูดต่อเพียงว่า…
“เก่งอยู่แล้ว เดี๋ยวก็หาได้เองแหละ ขอให้ได้งานที่อยากทำนะ”
เท่านั้นเองที่เด็กจบใหม่อยากได้ยินจากปากของคนในครอบครัว…
.
“ทำงานแล้ว…”
เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงานสักพัก (เช่นพี่สาวของฉัน) คฤหาสน์น้ำแข็งยังคงเป็นสถานที่ที่ควรหลีกเลี่ยงอยู่เช่นเดิม เนื่องจากครอบครัวฝ่ายนี้มักจะวัดความสำเร็จของชีวิตด้วยจำนวนตัวเลข โดยเฉพาะเงินเดือนและเงินเก็บของทุกคน และพวกเขาก็ไม่เคยเขินอายที่จะเอ่ยปากถามเงินเดือนที่ลูกหลานแต่ละคนได้รับเสียด้วย
“ทำงานแล้วได้เงินเดือนเท่าไหร่”
หลังจากเอ่ยปากตอบแล้ว พวกเขาก็จะต่อด้วยประโยคที่ว่า…
“ได้เท่านี้จะพอกินเหรอ” หรือ “ตั้งใจเก็บเงินหน่อยสิ เงินเดือนที่ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเยอะ”
แล้วหลังจากนั้นบทสนทนาจะเพิ่มระดับความเครียดให้แก่ผู้ฟังได้อย่างง่ายดาย
แนะนำว่าควรทำตัวให้ชินกับอุณหภูมิในคฤหาสน์เร็วๆ เพื่อจะได้ชินชากับคำพูดที่ไม่น่าฟังเหล่านี้ได้โดยไม่เจ็บช้ำน้ำใจ
ส่วนครอบครัวในกระท่อมหลังเล็กๆ กลับไม่มีใครวัดผลความสำเร็จด้วยจำนวนเงินทอง แต่วัดด้วยระดับความสุขในชีวิต เพราะสมาชิกในที่แห่งนี้มักให้ความสำคัญกับเรื่องตลกขบขันมากกว่าปัญหาชีวิต และในหลายๆ ครั้ง ปัญหาชีวิตก็อาจกลายเป็นเรื่องตลกไปได้ง่ายๆ เมื่อทุกคนมาร่วมพูดคุยกันอย่างมีความสุข
ฉันเคยได้ยินสมาชิกในครอบครัวฝ่ายนี้ถามไถ่พี่สาวของฉัน ผู้เริ่มต้นทำงานได้สักพัก ด้วยคำถามง่ายๆ ที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว และสามารถทำให้ผู้ฟังตอบคำถามได้อย่างสบายใจ อย่างประโยคที่ว่า…
“ทำงานแล้วมีความสุขดีไหม”
เท่านี้เองที่คนในวัยทำงานอยากได้ยินจากครอบครัว…
ฉันเข้าใจดีว่าไม่ว่าจะครอบครัวฝ่ายคฤหาสน์น้ำแข็ง หรือครอบครัวฝ่ายกระท่อมหลังเล็กๆ ต่างก็เป็นห่วงลูกหลานไม่ต่างกัน แต่สุดท้าย ต้องอย่าลืมว่าวิธีการสื่อสาร การเลือกสรรคำพูด และท่าทางการแสดงออกถึงความเป็นห่วงใยส่งผลต่อตัวผู้ฟังเป็นอย่างมาก
เพราะคงไม่มีใครอยากก้าวเท้าเข้าไปในคฤหาสน์น้ำแข็งหรอก จริงไหม
