ว่ากันว่า (ตามงานวิจัย) แค่อยู่ใกล้พื้นที่สีเขียว เราก็จะสุขภาพดีทั้งกายใจเพิ่มแล้ว ไปนั่งเล่นมือถืออยู่ในสวน ร่างกายก็ได้รับประโยชน์จากธรรมชาติโดยทันที และที่หลายคนอาจยังไม่รู้ก็คือ คนเรามีความสามารถดึงพลังธรรมชาติเหล่านั้นไปใช้งานได้ด้วย

        ลองนึกภาพว่าเราเป็นจอมยุทธ์ หรือพ่อมดแม่มดยืนอยู่กลางสวน หลับตา ผายมือออก ยืดอกสูดหายใจเข้าออกลึกๆ ดึงดูดเอาพลังแห่งธรรมชาติเข้ามาไว้ในตัวเราอย่างเต็มเปี่ยม ชั่ววินาทีถัดมาเราจะค่อยๆ เปล่งแสงได้

        เรื่องที่ดูไม่สมจริงนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงๆ (เพียงแต่เราไม่สามารถเปล่งแสงให้เห็นด้วยตา) ผ่านการ Connect กับธรรมชาติด้วยเครื่องมือที่เรามี นั่นคือ ‘ผัสสะ’

        หลายคนอาจคุ้นกับคำว่า ‘สัมผัสทั้ง 5’ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) สิ่งเหล่านี้เองที่จะพาเราไปสู่ดินแดนใหม่ๆ ของธรรมชาติที่อยู่ในตัว พลังแห่งการเยียวยาอันอ่อนโยนและยิ่งใหญ่ที่โลกมี และเราก็มี แต่สัญญาณเชื่อมโยงของเรากับธรรมชาตินี้ขาดหายไปนานแล้ว

        การดึงเอาผัสสะทุกส่วนของมนุษย์มาทำงานร่วมกับธรรมชาติ จะทำให้เราเกิดความฉลาดในด้านใหม่ขึ้นมา โดยเฉพาะด้านที่นักวิชาการเรียกว่า ความฉลาดทางด้านธรรมชาติ หรือ Naturalist Intelligence ที่หมายถึง ความสามารถในการรู้จักและเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ซึ่งแปลได้ว่าเราสามารถเปิดศักยภาพในการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวในหลายมิติ ที่น่าสนใจคือ ความฉลาดนี้เป็นเรื่องที่ฝึกฝนและทดลองทำได้

        ความปีติดื่มด่ำจากท้องฟ้าหรือน้ำไหลเอื่อยเป็นธรรมชาติของเรา เป็นความสุขสงบที่เกิดขึ้นเพราะเรายอมให้ตัวเองได้เชื่อมโยงกับโลกใบนี้ 

        จะดีแค่ไหน ถ้าเรามีความรู้สึกนั้นในชีวิตประจำวันได้ ด้วยการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างเราและธรรมชาติให้กลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางชีวิตการเรียนและการทำงานอันแสนวุ่นวายด้วยกิจกรรมที่ง่ายและใกล้ตัวที่สุด นั่นก็คือการหาเวลานั่งนิ่งๆ ท่ามกลางธรรมชาติ
.
        เมื่อพูดถึงการนั่งพักในธรรมชาติ หลายคนอาจจินตนาการไปถึงการหาวันหยุด จองที่พัก ขับรถเข้าป่า เที่ยวทะเล ขึ้นภูเขา แต่จริงๆ แล้วในขณะที่เราอยู่บ้าน ไปเรียน หรือไปทำงานเราก็หาเวลาเหล่านั้นได้ เป็นการ ‘Re-connect’ กับธรรมชาติและปลุกประสาทสัมผัส ยกระดับคุณภาพของประสบการณ์ตรงที่เราสัมผัสได้ด้วยเทคนิคที่มีฐานมาจากแนวทางปฏิบัติของชนเผ่าอาปาเช่ในอเมริกาเหนือ เรียกว่าการปฏิบัติ ‘ผัสสะภาวนา’ (Sense Meditation)

        จอน ยัง (Jon Young) ผู้พัฒนาเทคนิคนี้ แนะนำให้ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยหาที่โปรดส่วนตัวใกล้ธรรมชาติที่เราเข้าถึงง่าย เช่น สวนที่บ้าน ใต้ต้นไม้สวนสาธารณะ หรือระเบียงคอนโดที่ปลูกไม้กระถาง เรียกมันว่าเป็น ‘Sit Spot’ ส่วนตัวของเรา ซึ่งในวัฒนธรรมชนเผ่าอินเดียนแดง คำนี้หมายถึงสถานที่ที่แต่ละคนจะค้นพบรูปแบบความสัมพันธ์ของตัวเรากับธรรมชาติ เป็นการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ กระตุ้นประสาทสัมผัสของเราให้ทำงาน

        การปฏิบัติมี 5 ขั้นตอน มีเวลาแค่ไหนก็ทำแค่นั้น
        โดย ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ นักนิเวศวิทยา นักเขียน นักการศึกษาด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มูลนิธิโลกสีเขียว ผู้ถอดความและดัดแปลงจากคำบอกเล่าของลูกศิษย์จอน ยัง ระบุไว้ดังนี้

        ขั้นที่ 1 หน้าประตู วางมือถือทิ้งไว้ในอาคาร เตรียมตัวสู่โลกภายนอก หยุดสังเกตความรู้สึกในใจแล้วค่อยๆ เปิดประตูออกไป

        ขั้นที่ 2 เปิดใจ เช็กอินกับสิ่งแวดล้อม กลับมาสัมผัส รับรู้ และมีสติกับปัจจุบัน เปิดรับสภาพอากาศ ต้นไม้ เสียงที่ได้ยิน เมื่อภาวะจิตใจเริ่มปรับคลื่นสู่ธรรมชาติ เราจะเริ่มรู้สึกถึงสรรพสิ่งรอบตัว

        ขั้นที่ 3 ก้าวเดิน ค่อยๆ ก้าวเหยียบพื้น เดินช้าๆ ไปมุมที่เราอยากนั่ง เปิดการรับรู้ความเป็นไปรอบตัวพร้อมกับค่อยๆ รับรู้ภาพใหม่ๆ และเสียงใหม่ๆ ที่เข้ามา

        ขั้นที่ 4 นั่งในมุมโปรด นั่งลง หยุดนิ่ง ผ่อนคลายร่างกาย เริ่มฝึกทีละผัสสะและหลับตาตามขั้นตอนต่อไปนี้
        เริ่มจากหูของเรา ฟังเสียงรอบตัว เสียงหายใจ เสียงนก เสียงแหลม เสียงทุ้ม เสียงลมพัด ฯลฯ หาเสียงที่ใกลที่สุดและเสียงที่เบาที่สุด ขยายวงรับรู้เสียงให้กว้างไกล เมื่อจับทุกเสียงแล้ว เปิดรับฟังเสียงทั้งหมดพร้อมกัน
        สัมผัสกาย รู้สึกถึงน้ำหนักตัวที่ทิ้งลงสู่ดิน รู้สึกถึงอวัยวะภายในร่างกาย เสียงหัวใจ ปอดที่หุบเข้าขยายออกตลอดจนเสียงที่สั่นสะเทือนภายในร่างกาย ผิวหนังสัมผัสกับอะไรบ้าง อุณหภูมิ ละอองความชื้น แรงลม
        กลิ่น ได้กลิ่นอะไรบ้าง ดิน ดอกไม้ น้ำ ควัน ฯลฯ สูดหายใจสั้นๆ เปรียบเทียบกับสูดหายใจลึกยาว ได้กลิ่นที่แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร
        รสสัมผัส กวาดลิ้นไปทั่วปาก รับรสอะไรได้บ้าง ลองสูดหายใจเข้า อากาศมีรสหรือไม่
        เมื่อประสาทสัมผัสต่างๆ ถูกปลุก…ลืมตาขึ้น แทนที่จะเพ่งไปยังภาพข้างหน้า ลองขยายการรับรู้ไปยังหางตา เห็นการเคลื่อนไหวด้านข้างหรือไม่ รู้เห็นสิ่งต่างๆ โดยไม่จับจ้องอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ สังเกตเห็นสิ่งทั้งที่อยู่ใกล้และไกลไปพร้อมกัน
        สุดท้าย เปิดการรับรู้ผัสสะทั้งหมดในเวลาเดียวกัน รับรู้ถึงปัจจุบันขณะ ขยายการตระหนักรู้ออกไป นิ่งและตื่นเหมือนสัตว์ในป่า ซึ่งในจุดนี้หลายคนอาจอยากนั่งอยู่เพื่อรับรู้ต่อ หรืออาจเป็นจังหวะดีที่จะสะท้อนเรื่องส่วนตัวเงียบๆ ปล่อยให้ความคิดความรู้สึกมันผุดขึ้นมาเอง

        ขั้นที่ 5 จดบันทึก ให้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำกิจกรรม สังเกตพบอะไร เรียนรู้อะไร

        การฝึกนี้จะช่วยให้เราได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับธรรมชาติ และพาเรากลับไปอยู่ร่วมกับอีกส่วนหนึ่งที่อาจขาดหายไปในชีวิต ในพื้นที่ Sit Spot ที่มีใกล้ตัว 

ความสุข ความสงบ ความเบิกบานที่ภายในตัวเรากำลังรอการค้นพบ

        บทความนี้เรียบเรียงข้อมูลจากคู่มือ ‘ดีต่อใจ’ DIY Your Heart By JitArSa Bank โดย ธนาคารจิตอาสา


Graphic Designer

ดลพร สุขวิทย์

นักศึกษาภาพยนตร์ที่วาดภาพประกอบได้นิดหน่อย ชอบอ่านหนังสือ ดริปกาแฟ รีวิวกูเกิ้ล
และมีความสุขกับการตระเวนกินดื่มตามรอยร้านอร่อยในตำนาน