เรื่อง : ฟิซซา อวัน
ภาพ : วรพิชชา อุดมทรัพย์ปัญญา
ครั้งแรก (และครั้งสุดท้าย) ที่เราจำได้ว่าพ่อและแม่พาไปดูหนังคือ ภาพยนตร์เรื่องอวตาร (2009) เราอายุเพียง 6 ขวบ จำเรื่องราวไม่ได้ชัดเจนนัก มีภาพรางๆ ว่านั่งอยู่ริมๆ แต่ที่ไม่ลืมเลยคือตัวละครสีฟ้าๆ ที่ทำเราสับสนว่าสรุปเป็นคนหรือเป็นอะไรกันแน่ และความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ไปดูหนังด้วยกัน
คงไม่ผิดนัก ถ้าจะเรียกช่วงเวลาเหล่านั้นว่าเป็นการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ (Quality Time) โดยมีส่วนประกอบสำคัญเป็นภาพยนตร์ดีๆ สักเรื่อง
เราไม่ได้ออกไปดูหนังกับที่บ้านบ่อย เพราะครอบครัวมักจะยุ่งอยู่กับการทำงาน ยิ่งโตขึ้น ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบก็มากขึ้น เวลาหลังเลิกเรียนบางครั้งก็ใช้ไปกับการทำกิจกรรมหรือทำการบ้าน จนถ้าให้จินตนาการว่าต้องนัดกันเพื่อออกไปดูหนังสักเรื่อง ก็คงคิดไม่ออกว่าจะต้องเริ่มยังไง
ทุกวันนี้ภาพการดูหนังร่วมกันในครอบครัวของเราจึงเปลี่ยนจากการนัดวัน จองตั๋ว เป็นอะไรง่ายๆ อย่างการเปิดทีวีเพื่อดูหนังในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์
งานวิจัย ประสบการณ์ความบันเทิงของภาพยนตร์สตรีมมิ่งและการปรับตัวของธุรกิจภาพยนตร์ในประเทศไทย ในปี 2021 ระบุว่า การรับชมภาพยนตร์สตรีมมิ่งร่วมกับบุคคลอื่น เช่น แฟนหรือครอบครัวนั้นเป็นไปเพื่อต้องการสร้างความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ทั้งนี้ เพราะกิจกรรมหรือหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบของสมาชิกในครอบครัวทำให้แต่ละวันไม่ได้เจอหน้ากัน การร่วมรับชมภาพยนตร์สตรีมมิ่งจึงเป็นเหมือนกิจกรรมสร้างและรักษาความสัมพันธ์
.
การมีสตรีมมิ่งทำให้พี่น้องได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น
โยษิตา สินบัว หรือสปาย อายุ 25 ปี ลูกคนกลางที่มีพี่สาววัย 28 ปี และน้องชายวัย 18 ปี สปายเล่าว่าเธอโตมากับยุคโทรทัศน์ ครอบครัวเธอเป็นครอบครัวใหญ่ โดยแต่ละบ้านก็จะเปิดทีวีต่างช่อง บ้านหนึ่งเปิดช่องสาม บ้านหนึ่งเปิดช่องเจ็ด จึงทำให้ตอนเด็กๆ ถ้าช่วงไหนอยากดูละครช่องอะไรก็จะแวะเวียนไปตามแต่ละบ้านที่เปิดในสิ่งที่ตัวเองอยากดู ผ่านไปช่วงหนึ่งที่บ้านติดดาวเทียม เปิดการ์ตูนดูกับพี่น้องตลอดเวลา จึงทำให้เธอเป็นคนที่ดูทีวีกับครอบครัวมาตั้งแต่เด็กๆ
ปัจจุบันถ้ามีหนังเรื่องอะไรเข้าโรง ก็จะทักกันไปในกลุ่มพี่น้องเพื่อชวนกันไปดู แต่เพราะอยู่ในวัยทำงาน จึงยากที่จะหาเวลาที่สามพี่น้องว่างตรงกัน
“เพิ่งไปดูมาเรื่องหนึ่ง เป็นรอบปีเลยมั้งที่ดูหนังด้วยกัน เรื่องศาสดาลาพักร้อน (2025) ไปดูกับพี่ปุ้น (พี่สาว) สองคนเพราะปีเตอร์ (น้องชาย) นัดกับเพื่อนไว้แล้ว” สปายเล่าว่าส่วนใหญ่จะเน้นดูในสตรีมมิ่ง เพราะมีตัวเลือกที่หลากหลายทำให้ได้ดูสิ่งที่ต้องการมากขึ้น
“ถ้าวันไหนที่เช้าวันต่อไปพี่ปุ้นไม่เข้าเวรแล้วนอนดึกได้ ก็จะถามเลยว่า วันนี้เป็น ‘movie day’ กันไหม เราจะใช้คำนี้กันเลย ถ้าตกลง ก็จะต่างคนต่างไปอาบน้ำแล้วกลับมาดูทีวีด้วยกัน บางทีเรากับพี่ปุ้นว่างไม่ตรงกัน พอมีสตรีมมิ่งเลยทำให้ได้ดูหนังด้วยกันเยอะขึ้น เดือนหนึ่งดูสองครั้ง
“มันมีช่วงที่เราตั้งตารอดูหนังกับปุ้นเลย มีหนังที่ยอมไม่ดูหรือดูแล้วก็ยอมดูอีกรอบ เพราะอยากดูกับปุ้น อย่างเรื่อง The Cliche คุณชายน์ (2024) เราดูแล้ว แต่ก็ยอมดูพร้อมปุ้นอีกรอบ ยิ่งแต่ก่อนมีช่วงที่เรียนออนไลน์ทั้งคู่ ดูซีรีส์เกาหลีด้วยกันเราจะไม่ดูล่วงหน้าเลย แม้ว่าอีกคนจะไม่ว่าง ก็ต้องรอดูพร้อมกัน ไม่งั้นรู้สึกว่าหักหลัง เหมือนโดนหักหลัง (หัวเราะ)”
สปายยังเล่าอีกว่าการดูหนังด้วยกันทำให้มีเรื่องได้คุยกัน บางครั้งก็ด่าตัวละคร บางครั้งก็นั่งวิเคราะห์คนในชีวิตที่เหมือนตัวละครแต่ละตัว กลับกัน ถ้าดูคนเดียวก็จะรู้สึกเหงา
.
การดูหนังทำให้เห็นอีกด้านของคน
ฮีร่า อวัน อายุ 27 ปี คุณแม่ลูกสอง เล่าว่าตัวเองเป็นคนชอบดูหนังเป็นทุนเดิม ก่อนมีลูกก็คุยกับแฟนว่าจะดูหนังกันวันละเรื่อง แต่พอท้องลูกและคลอดลูกคนแรกก็ทำให้มีเวลาในการดูหนังน้อยลง ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ระบายความเครียด
พอลูกคนแรกเริ่มโตขึ้นจนถึงวัยเข้าโรงเรียนก็ได้เริ่มกลับมาดูหนังด้วยกัน ซึ่งหนังที่จะเลือกดูก็จะเป็นหนังสำหรับเด็กหรือไม่ก็เป็นการ์ตูนสำหรับเด็ก
ช่วงแรก สามีคนปากีสถานของเธอไม่เข้าใจเหตุผลที่เธอชอบดูการ์ตูน เพราะเขามองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ แต่สุดท้ายก็ยอมดูเพราะต้องดูกับลูก
“สำหรับเรา ดูหนังด้วยกันมันปรับทัศนคติคนได้จริงๆ นะ จากตอนแรกดูหนังกับแฟน เขาก็จะดูแต่อะไรเครียดๆ ดูแต่หนังอินเดีย ไม่ค่อยอยากดูหนังชาติอื่น เพราะเขารู้สึกขี้เกียจจะมานั่งฟังภาษาอื่นๆ ในแอปก็ไม่มีปุ่มเปลี่ยนภาษา แต่พอมีตัวเลือกมากขึ้นในสตรีมมิ่ง พากย์ภาษาฮินดี เขาก็เริ่มปรับเปลี่ยน เริ่มเอนจอย รู้สึกว่ามันผ่อนคลายขึ้น
“ไม่นานมานี้เพิ่งมีทีวีในห้อง หลังจากนั้นก็คือดูหนังด้วยกันตลอด เราจะหาหนังที่ดูกันได้หมดทั้งครอบครัว ซึ่งก็ต้องเป็นการ์ตูน อย่างแฟนเราพอได้ดู Coco (2017) ก็ชอบมาก เขาดูซ้ำ น้ำตาไหลด้วยนะ (หัวเราะ) เขาบอกว่าไม่คิดว่าตัวเองจะมาร้องไห้กับการ์ตูน หนังมันทำให้เราเห็นอีกด้านของคนเหมือนกัน”
เธอมองว่าการดูสตรีมมิ่งตอบโจทย์ชีวิตคุณแม่ที่มีลูกวัย 2 ขวบ เนื่องจากลูกเธออยู่ในวัยที่ยังร้องไห้อยู่ หากให้ไปดูหนังในโรงก็กังวลว่าอาจจะรบกวนคนอื่นๆ
“พอเราชอบดู ลูกก็ต้องมาดูกับเรา ซึ่งมันดีนะ ดีกว่าให้เขาไปดูยูทูปเองแล้วเราไม่รู้ว่าเขาดูอะไร แต่ถ้าดูหนัง เรารู้สึกว่าตรงไหนที่มีฉากไม่เหมาะกับวัยเขา เราก็กดข้ามได้” ฮีร่ากล่าว
แม้การดูหนังร่วมกันจะดูเหมือนเป็นกิจกรรมง่ายๆ แค่เปิดหน้าจอแล้วกดเล่น แต่ในความเรียบง่ายนั้นกลับซ่อนคุณค่าของเวลาที่ได้แบ่งปันร่วมกันไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการได้หัวเราะไปกับเรื่องราวเดียวกัน การได้ถกเถียงหรือนั่งเงียบซึมไปกับฉากเศร้า หรือแม้แต่การแค่มีใครนั่งอยู่ข้างๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้การดูหนังไม่ใช่เรื่องของหนังเพียงอย่างเดียว
ในวันที่โรงหนังอาจไม่ใช่พื้นที่ที่ครอบครัวทุกบ้านจะไปได้บ่อยเหมือนเดิม แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางใหม่ในการเข้าถึงภาพยนตร์ แต่ยังกลายเป็นสะพานเล็กๆ ที่พาให้สมาชิกในครอบครัวได้กลับมานั่งใกล้กัน พูดคุยกัน และเห็นกันในมุมที่ต่างออกไป
บางทีคุณค่าของการดูหนังอาจไม่ใช่แค่การได้เสพงานศิลปะบนจอ แต่คือการได้สร้างความทรงจำร่วมกัน ที่เมื่อย้อนกลับมา เราจะจำได้ชัดเจนที่สุดเสมอว่า เราได้ใช้เวลานั้นกับใคร
