เรื่อง : เปกข์
ภาพ : กานต์พิชชา ศรีรัชฎานันทน์

          เคยนับไหมว่าตั้งแต่จำความได้ เรามีความขัดแย้งถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งกับใครกี่คน มีครั้งไหนบ้างที่ถกเถียงหรือด่าทอกันซึ่งหน้า มีกี่ครั้งที่ถึงขั้นใช้กำลัง มีสักครั้งไหมที่เรายอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด แล้วพร้อมจะแก้ไขชดเชยสิ่งที่ผิดพลาดนั้น และมีกี่ครั้งที่เรา ‘รบชนะ’ แล้วสามารถให้อภัยเขาได้
         
          ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่น่าจะไม่เคยต้องเปลืองสมองจำเรื่องเหล่านี้ ชีวิตหนึ่งทะเลาะกับคนนับครั้งได้ และเกินครึ่งเกิดขึ้นในวัยเด็ก แต่ก็มีคนส่วนหนึ่งที่ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สำหรับบางบ้าน การถกเถียงอาจเป็นเรื่องปกติ ออกนอกบ้านต้องพกอาวุธป้องกันตัว เพราะเคยเห็นอยู่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในการใช้ชีวิตประจำวันของเขา
.
          ผมไม่แน่ใจว่ามีครอบครัวไหนบ้างที่สอนวิธีทะเลาะกันอย่างมีแบบแผน หรือการจัดการความขัดแย้งที่เป็นระบบ 
         
          เรื่องนี้อาจเป็นอีกเรื่องนอกจากเรื่องเพศศึกษา ที่พ่อแม่ไม่เคยคิดถึงการถ่ายทอดความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ในอนาคตให้สักเท่าไหร่ เท่าที่เคยได้ยินได้เห็นในชีวิตตัวเอง ก็มีแต่การสอนให้ “อย่ายอมเสียเปรียบเขานะลูก” “ต้องสู้กลับนะลูก” “ต่อยมันเลยลูก” เรียกว่ามีแต่สายบวกสายบู๊ แทบไม่เคยเห็นการสอนให้ใช้เหตุผล การรับฟัง ไปจนถึงการยอมรับเราเป็นฝ่ายผิดและยอมแพ้ หรือการให้อภัย
         
          เมื่อไม่มีการสอนจริงจัง สองสิ่งที่เราพอจะใช้เป็นจุดอ้างอิงสำหรับการจัดการความขัดแย้งของเราก็คือ หนึ่ง การได้เห็นวิธีที่พ่อแม่ทะเลาะกันหรือทะเลาะกับคนอื่น และสอง ได้รับประสบการณ์ตรงเวลาพ่อแม่เข้ามาจัดการหรือตัดสินความขัดแย้งเวลาที่เราทะเลาะกับพี่น้องหรือกับเพื่อน
ไม่ว่าความขัดแย้งหรือการจัดการความขัดแย้งที่เราได้เห็น เป็นพยาน หรือเป็นตัวแสดงหลักจะเกิดขึ้น ดำเนินอยู่ และจบลงแบบใด สิ่งเหล่านี้จะเป็นชุดความรู้ที่เราตกผลึกและนำไปใช้
.
          สิ่งที่จะแสดงตัวออกมาจากการทะเลาะกันแต่ละครั้งมีหลายมิติมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดสุภาพหรือหยาบคาย ท่าทีดุดันหรือนิ่งเฉยในการใช้คำเหล่านั้น ระดับความดังของเสียง ระดับการใช้เหตุผล มาก น้อย ไม่มีเลย การโกหก ใส่ความ โทษคนอื่น โทษตัวเอง เล่นบทผู้ถูกกระทำ เล่นบทผู้มีอำนาจใหญ่ การลำเลิกบุญคุณ การอ้างความกตัญญู การรักษาหรือการผิดสัญญา การขมขู่เรื่องการสนับสนุนทางการเงิน การเรียกกองหนุนออกมาร่วม มารุม มาเป็นพยาน มาเพิ่มจำนวนคนที่เห็นเหมือนหรือต่าง การข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง ไปจนถึงใช้กำลังจริงๆ เมื่อเหตุผลยังไม่เพียงพอให้เป็นผู้กำชัยชนะในครั้งนี้
         
          นอกจากนั้น การเกิดขึ้นน้อยหรือมาก ถี่หรือห่าง ความเล็กใหญ่ของต้นเหตุในการทะเลาะกัน ทำกันอย่างลับหรือเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัล จำนวนครั้งที่รอมชอมหรือตกลงกันได้ด้วยดี จำนวนครั้งที่คนถูกหรือคนใช้เหตุผลชนะหรือว่าแพ้ จำนวนครั้งที่คนผิดหรือมีเหตุผลน้อยกว่าแพ้ หรือกลายเป็นชนะเฉย จำนวนครั้งที่ต้นตอแห่งความขัดแย้งจริงๆ ถูกจัดการ หรือที่จริงปัญหาไม่ได้โดนแตะต้องเลย สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการทะเลาะกันหรือความขัดแย้งแต่ละครั้งเป็นแบบไหน ความคุกรุ่นคงค้างอยู่ในอากาศนานแค่ไหนกว่าครั้งใหม่จะตามมา

          สิ่งที่เราได้เห็นเหล่านี้มีผลต่อพฤติกรรมของเราแค่ไหน แล้วคนอื่นล่ะ

          สภาวะปกติสุขของแต่ละบ้านตั้งอยู่บนมาตรวัดที่ไม่เท่ากัน ผมนึกถึงประโยคเปิดของนิยายเรื่อง แอนนา คาเรนนิน่า ของลีโอ ตอลสตอย ที่ขึ้นว่า “Happy families are all alike; every unhappy family is unhappy in its own way.” แต่ผมกลับไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นัก เพราะเท่าที่เห็นเอง ครอบครัวที่มีความสุขก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองเช่นเดียวกัน มีอยู่อย่างน้อยสองครอบครัวที่ผมรู้สึกว่าเขาเข้ากันได้แบบมีความเฉพาะตัวมาก ทะเลาะไปพลาง ทำกับข้าวกันไปพลาง ขว้างปาข้าวของใส่กันบ้างในจุดพีคของบทสนทนา ถ้อยคำที่ใช้ สำหรับคนนอกอย่างผม รู้สึกว่ารุนแรงจนนึกไม่ออกว่าจะกลับมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร
         
          แต่ถึงจะมีการโกรธจนฝ่ายหนึ่งเดินหนีออกจากบ้านไปพักใหญ่ แต่แล้วก็เดินกลับมากินข้าวด้วยกัน บรรยากาศระอุไปด้วยความไม่เห็นพ้องต้องกัน แต่ก็อยู่กันมาอย่าง ‘ปกติสุข’ และยาวนาน ลูกหลานเต็มบ้าน ซึ่งสำหรับผมมันแปลกมากจนทำให้นึกถึงการ์ตูนเรื่อง อดัมแฟมมิลี ทุกภาค ที่ปฏิสัมพันธ์ของคนในดูวิปริตผิดเพี้ยนในสายตาคนนอก แต่คนในบ้านกลับรู้สึกว่าพวกเขารักใคร่กลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างดี (ภาคล่าสุดที่ฉายอยู่ทาง เน็ตฟลิกซ์น่าจะถือเป็นภาคที่ทอนความเพี้ยนลงมาให้เหลือน้อยที่สุดแล้ว)
         
          เราอาจจะเริ่มรับรู้ได้ว่าความปกติของบ้านเรา อยู่ใกล้หรือห่างจากความปกติทั่วไปจริงๆ แค่ไหน ก็ต่อเมื่อได้เจอตัวเปรียบเทียบจากค่าปกติของครอบครัวอื่นๆ และต้องมีตัวอย่างที่หลากหลายและมีจำนวนมากพอ 
         
          เมื่อเกิดความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะไหน มันจะเป็นสิ่งที่มากระแทกกระเทือนภาวะปกติสุข หากมันกระเทือนบ่อยเข้า บางทีก็กลายเป็นความคุ้นชิน และกลายเป็นความปกติ ความชิน ความชิล เป็นเกราะที่มอบความพร้อมเผชิญกับความขัดแย้ง ซึ่งแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ยิ่งเมื่อเราไม่เคยพูดเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง สิ่งที่มีผลต่อความเป็นเราจึงเป็นสิ่งที่ทั้งชัดเจนและคลุมเครือในเวลาเดียวกัน จับต้องไม่ได้ แต่ก็พร้อมเผยตัวออกมาโดยที่เราไม่ได้เป็นผู้ควบคุมทั้งหมด
         
          ผมเติบโตมาในครอบครัวที่อาจไม่สามารถเรียกได้ว่าอบอุ่นสมบูรณ์พร้อมหากใช้ตัวอย่างครอบครัวสมบูรณ์แบบที่เราจะเห็นได้จากการประกอบสร้างครอบครัวในอุดมคติจากสื่อต่างๆ แต่เราก็มีความอบอุ่นในแบบของเรา ครอบครัวเราไม่เคยบอกรักกัน พ้นจากวัยอนุบาลก็แทบไม่ได้กอดกัน ไม่มีงานวันเกิด ไม่มีของขวัญ ไม่ชมลูกต่อหน้าและลับหลัง ถ้าจะมีการชมเกิดขึ้น แปลว่าคำชมเหล่านั้นจะมาจากปากของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนพ่อ เพื่อนแม่ หรือญาติๆ คนอื่น แต่จะไม่ออกมาจากปากพ่อแม่เด็ดขาด ซึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องปกติ (ไหม) สำหรับครอบครัวอื่น ๆ
         
          สิ่งสำคัญที่สุดที่จำได้คือ พ่อกับแม่ไม่เคยทะเลาะกันให้ลูกๆ เห็นเลยสักครั้งในชีวิต อย่างมากก็พ่อก็อาจจะเสียงดังสักประโยค ไม่เคยมากกว่านั้น แล้วต่างฝ่ายก็เงียบไปเอง จนกว่าจะเย็นลงทั้งคู่ถึงได้คุยกัน ที่สำคัญคือ แค่ความผิดปกติทางอารมณ์ระดับนี้ก็นาน…น๊านนนนนนจะได้เห็นสักที
         
          สิ่งที่ใกล้เคียงกับการทะเลาะกันที่สุดของพ่อกับแม่คือ เหตุการณ์เขียนคำประกาศบนประตูครัวเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ผมจำเหตการณ์นี้ได้ดี เพราะแม่ลงวันที่ลงไปในประกาศนี้ด้วย และตัวหนังสือที่เขียนด้วยปากกาเมจิกม้าบินสีน้ำเงินก็ยังติดแน่นอยู่บนประตูครัวบานเดิมจนถึงทุกวันนี้
.
          เรื่องมันเริ่มจากวันหนึ่ง แม่ผมแกงเคย (แกงไตปลา) ตามปกติ แต่วันนี้มีวัตถุดิบลับ คือเม็ดจำปาดะ ซึ่งทำให้แกงวันนั้นอร่อยเป็นพิเศษจนพ่อออกปากชมเปาะอยู่หลายคำ จำได้ใช่ไหมครับที่ผมบอกว่าบ้านเราไม่ค่อยชมกันต่อหน้า เมื่อพ่อชมขึ้นมา แม่ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปหลายวัน แต่ก็แกงเคยต่อเนื่องมาราธอนไปเกือบทั้งสัปดาห์นั้นด้วย จนเย็นวันหนึ่งพ่อก็หลุดปากว่า “พอแล้วหมึง” (พอแล้วเเหละ) แม่ก็ไม่ได้พูดอะไร พวกเรากินข้าวจนเสร็จ ผมกับน้องก็ช่วยกันล้างจานตามปกติ เมื่อออกมาจากประตูครัวก็ได้กลิ่นปากกาเมจิกที่คุ้นเคย แม่ที่ยืนจังก้าอยู่หน้าประตูครัว พร้อมของกลางในมือ แม่ยังไม่พูดอะไรแต่ก็ไปดึงตัวพ่อมาหน้าประตูและบอกว่า “เซ็น” ละชี้ไปรอยปากกาเมจิกที่ยังไม่แห้งดี ข้อความคือ  ‘10 มิย. 35 ห้ามแกงเคย 1 ปี’
         
          พ่อหัวเราะเสียงดังจนพวกลูกๆ ก็พลอยหัวเราะตามกันงอหงาย แม่ที่หน้าบึ้งอยู่ก็ยิ้มได้ขึ้นมาด้วย แม่ไม่แกงเคยอยู่ราวสักอาทิตย์กว่าๆ พ่อก็บอกว่า “แกงล่าวตะ” (แกงอีกสิ) เมื่อแม่ชี้ไปที่คำประกาศบนประตูครัว พ่อก็บอกว่า “ไม่ได้เซ็น ไม่ผูกมัด” แม่ก็ยิ้ม แล้วมื้อถัดไปเราก็ได้กินแกงเคยอร่อย ๆ อีกครั้ง

          อ่านผ่านๆ ก็ดูน่ารักดีใช่ไหมครับ พ่อแม่ไม่เคยทะเลาะกันเลย ใกล้เคียงการทะเลาะที่สุดก็แค่นี้ เมื่อโตมาระดับหนึ่งผมพบว่า พวกผมและน้องๆ มีทักษะที่คิดว่าทำให้ชีวิตลดความซับซ้อนซ่อนดราม่าไปได้มาก คือไม่ทะเลาะกับใคร

          แต่ชีวิตไม่ได้เป็นไปอย่างใจเราเสมอไป ไม่ได้นำพาแต่คนที่ใช้เหตุผลจัดการความขัดแย้งเข้ามาอย่างเดียว เราโตไปเจอคนใช้อารมณ์ ใช้คำพูดรุนแรงหยาบคาย และบางครั้งอยู่บนเส้นแบ่งที่พร้อมจะข้ามไปสู่การใช้กำลัง คู่ขัดแย้งของเราอาจจะไม่ใช่คนไม่ดี แต่ประสบการณ์ของเขาเป็นอีกแบบหนึ่ง วิธีรับมือจึงไม่เหมือนกัน แต่เมื่อปักหมายหมุดว่าไม่ทะเลาะกับใคร วิธีรับมือกับความขัดแย้งของผมจึงเป็นการตั้งรับ อดทนจนกว่าจะทนไม่ไหวและถอยห่างไปจากชีวิตคนนั้น ไม่โกรธ ไม่เกลียด แต่ก็ไม่ยุ่ง เพื่อนบางคนบอกว่าผมใจเย็นมาก แต่ถ้าผมเลิกคบใคร เขาก็จะเลิกคบด้วย เพราะแสดงว่าคนนี้สุดจะทนแล้วแน่ๆ แต่ความจริงคือ ความที่ไม่ทะเลาะใครนี่แหละที่ทำให้ผมและน้องๆ ขาดทักษะสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือทักษะในการทะเลาะกับใครสักคนแล้วกลับมาคืนดีกันได้เหมือนเดิม

          พวกผมสามคนพี่น้อง ตั้งแต่พ้นวัยประถมมาก็ไม่เคยทะเลาะกันเลย ก่อนนั้นก็มีบ้างตามประสาเด็กน้อย แต่วิธีจัดการของแม่ก็คือ เมื่อมีการปะทะกัน จะมีการไต่สวนความขัดแย้งจนได้ข้อสรุปว่าใครผิด คนผิดจะโดนตีสองที คนไม่ผิดจะไม่โดนตี แต่ผมในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่ จะผิดหรือไม่ผิดก็จะโดนหนึ่งทีแน่ๆ ยืนพื้นไว้ ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่กว่าแต่ไม่สามารถลดระดับการปะทะกันและไม่สามารถตกลงกันด้วยดีได้ ถ้าผมผิดด้วย ก็จะเป็นสามที เรียกได้ว่าไม่มีโอกาสลอยนวลพ้นผิด ผมจึงเรียนรู้วิธีหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและลดระดับความรุนแรงของการปะทะให้เหลือเป็นแค่การเถียงกันไม่กี่ประโยค เหมือนเวลาพ่อกับแม่จัดการกับความขัดแย้งเป๊ะๆ

          แต่ก็ใช่ว่าลูกๆ จะจัดการกับตะกอนของความขัดแย้งได้อย่างหมดจด ความคุกรุ่นจะยังคงอยู่ไปอีกหลายชั่วโมงทีเดียว  มันจะมาในรูปแบบของการจ้องกันอย่างไม่ยอมแพ้ประสาเด็ก ถ้าเราอยู่ในการ์ตูนก็อาจจะมีสายฟ้าแลบระหว่างกันจ้องตากัน แม่บอกว่าผมใช้วิธีจ้องน้องจนกว่าจะร้องในการจัดการจบความขัดแย้ง จนสุดท้าย ทั้งชีวิตวัยเด็กก็โดนตีอยู่ไม่กี่ที และพอพ้นวัยประถมมาก็ไม่เคยทะเลาะกับน้องๆ อีกเลย 

          ถ้าจะว่าไป ผมไม่เคยทะเลาะกับใครเลย ไม่ใช่ว่าเห็นดีเห็นด้วยกับคนอื่นไปเสียหมดนะครับ แต่ทักษะการลดระดับการปะทะฝังอยู่กับตัวลึกมากทีเดียว

          น้องสาวทั้งสองก็แทบรับมือกับความขัดแย้งไม่ได้เลย คนรองสมัยเข้ามหาวิทยาลัยแล้วไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนของผม เพื่อนผมทะเลาะกับแฟนเสียงดัง (มาก) ผมดื่มจนเมาหลับไปแล้ว น้องสาวผมร้องไห้จนเพื่อนอีกคนต้องคอยปลอบ น้องคนเล็กก็จะค่อนข้างเปราะบาง มองแรงก็รับไม่ไหวแล้ว แต่เมื่อโตขึ้น ทั้งสองคนเก่งกว่าผมมาก เพราะได้รับการฝึกอย่างเข้มข้น คนรองไปทำงานต่างประเทศซึ่งการดุด่า ดูถูกผู้ที่ฐานะ หรืออายุด้อยกว่าเป็นความปกติของเขา กลับมากลายเป็นไม่กลัวใคร ส่วนคนเล็กก็ถูกสังคมจากการทำงานขายหล่อหลอมจนมีลูกล่อลูกชน และพร้อมบวกถ้าจำเป็น 

          ส่วนผมที่เป็นฟรีแลนซ์มาตลอดชีพ ไม่ต้องทะเลาะกับใครเลย ไม่พอใจก็แค่ทนให้จบงานชิ้นนั้น แล้วไม่รับงานอีก
.
          ตอนนี้ในบ้านใหญ่ของผมมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน คือหลานสาวตัวน้อย เราทุกคนได้เห็นความเป็นผ้าขาวที่พร้อมจะให้เราแต่งแต้มสีสัน และเราทุกคนต่างระมัดระวัง ไม่ให้การระบายสีของเรากลายเป็นรอยเปรอะเปื้อน ทุกคนพยายามมีสติรู้ตัวตลอดเวลาว่า ต่อจากนี้ สิ่งที่เราพูดหรือแสดงให้เขาเห็น จะประทับอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำของเขา เราสอนให้รู้จักขอบคุณ ขอโทษ ปล่อยวาง ให้อภัย หายใจลึกๆ ใช้เหตุผล ควบคุมอารมณ์ เข้าใจความแตกต่าง และสารพัดสารพันจะสรรหามาประดับประทับลงไปในตัวเด็กน้อยคนนี้ 

          โดยหวังว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นคนที่เข้าใจโลกทั้งแง่บวกและลบ เปิดกว้างแต่ก็มีเกราะมีวัคซีนทางอารมณ์ที่จะรับมือกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต