เรื่อง : กองบรรณาธิการ Awake 1525
ภาพ : เก็จมณี ทุมมา

         สำหรับบางครอบครัว การบอกรัก การกอด การหอม ไปจนถึงการแสดงออกซึ่งความห่วงใยและเห็นใจผ่านคำพูดและท่าทาง เป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ อย่างปกติธรรมดา

         แต่ในบางครอบครัว แม้ว่าจะรัก ห่วง หรือภูมิใจสักแค่ไหน สมาชิกในครอบครัวกลับแสดงความรู้สึกนั้นไม่ได้ เพราะไม่เคยทำ อายที่จะทำ ไม่อยากทำ ไปจนถึงไม่เห็นเหตุผลว่าจะทำไปเพื่ออะไร

         Awake1525 ชวนมาสำรวจเรื่องนี้แบบง่ายๆ ด้วยการถามคนทั่วไปว่า หนึ่ง ครอบครัวของคุณแสดงความรักต่อกันอย่างไร และสอง ถ้าเลือกได้ อยากให้คนในครอบครัวแสดงออกซึ่งความรักกับคุณอย่างไรบ้าง

         เผื่อว่าใครได้มาอ่านจะได้พอมีไอเดีย…และกลับไปลองคิดเรื่องการแสดงความรักกับคนในครอบครัวของตัวเองอีกครั้ง
.
โน้ต / 16 / นักเรียน
         ไม่รู้เหมือนกันว่าบอกรักอย่างไร ส่วนหนึ่งคงเป็นคำพูดที่พ่อกับแม่บอกผมว่ารัก คือพูดออกมาว่า “รักลูกนะ” ก็ดูปกติ พอโตก็ไม่ได้มีกอดมีหอมอะไรมากมาย แต่ผมว่าที่มากกว่าคำพูด คือผมรู้สึกได้ว่าพ่อแม่รักผมจริงๆ นะ มันอธิบายไม่ได้เหมือนกัน หรือมันจะเป็นความอบอุ่นมากกว่าความรักก็ไม่แน่ใจ มันดีนะ ผมชอบแบบนี้ ผมชอบที่พ่อแม่ผมแสดงแบบนี้ มันรู้สึกได้แล้ว
.
กาย / 17 / นักเรียน
         คิดว่าแม่รักอยู่แล้ว ห่วงด้วย แต่ที่บ้านไม่ได้เป็นแนวแสดงออก ยิ่งตัวเองจะบอกรักแม่นี่ต้องมีเรื่องละ ขอเงิน ขอค้างบ้านเพื่อน ส่วนพ่อนี่น้อยมาก ไม่ได้บอกรักเขาเลย ถามว่าอยากให้เขาแสดงออกไหม ก็ไม่ได้ขนาดนั้น อยากให้เข้าใจมากกว่า เข้าใจว่าลูกเป็นแบบนี้แหละ ดีบ้างไม่ดีบ้าง บ่นน้อย ๆ 
.
ก๊อต / 33 / พนักงานรัฐวิสาหกิจ
         ปกติคนในครอบครัวผมจะไม่ค่อยแสดงความรักต่อกันแบบเปิดเผยเท่าไหร่ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ผมเติบโตมาในแวดล้อมที่ครอบครัวไม่ค่อยพูดหรือแสดงออกกัน บางครั้งเราก็อยากจะแสดงออกบ้างเหมือนครอบครัวอื่น ๆ แต่ก็จะอายๆ เขินๆ นิดหนึ่ง คำพูดที่ชอบ จะไม่ใช่ประมาณว่า “กินข้าวรึยัง” “พรุ่งนี้ไปทำงานไหม” เพราะมันดูเหมือนถามไปงั้น แบบไม่รู้จะถามอะไร ผมอยากได้ยินคำพูดที่เขาถามความคิดเห็นหรือความรู้สึกของเรามากกว่า ว่าคิดยังไงกับเรื่องนี้ เพราะมันเหมือนเป็นการรับฟังซึ่งกันและกัน
.
บอส / 30 / ธุรกิจส่วนตัว
         โดยปกติเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานจนกระทั่งไม่มีเวลาให้ลูกเท่าไหร่ครับ ทุกๆ คนตื่นมา ไปทำงาน ลูกไปเรียน บางทีพ่อแม่ทำงานถึงเที่ยงคืนเลย แต่สิ่งหนึ่งที่เขาทำให้รู้สึกได้คือ เขาไม่เคยหนีเราไปไหนเลย ไม่เคยทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว วันที่เรามีความสุขที่สุด เขาอยู่ข้างๆ เราเช่นกัน วันที่ทุกข์ หรือรู้สึกว่าทั้งโลกเกลียดเรา มีครอบครัวครับที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียวนะ
         ในทุกๆ สถานการณ์พ่อแม่จะทำให้มั่นใจเสมอว่าเราไม่ขาดเหลืออะไร ประมาณว่าร่างกายห่างเกิน แต่จิตใจไม่ห่างเหินครับ ครอบครัวเรานึกถึงกันตลอด ตั้งแต่ผมเด็กๆ จนกระทั่งผมโตเลย มันเลยเป็นสิ่งที่ปลูกฝังเรามาอย่างอัตโนมัติให้นึกถึงคนอื่น เช่น ก่อนกลับบ้านที่ลพบุรีทุกครั้ง เราจะถามทุกคนว่ามีใครต้องการ หรืออยากกินอะไรไหม เพราะว่าเราโตมาจากการถูกแสดงความนึกถึงมาโดยตลอด พ่อแม่ไปทำงาน ไปต่างจังหวัด เจออะไรดีๆ อะไรน่าสนใจ ก็จะเอามาฝากลูกๆ และคนในบ้าน 
.
แอ๋ม / 22 / ว่าที่บัณฑิตใหม่
         ปกติแล้วครอบครัวของแอ๋มไม่ค่อยบอกรักกันตรงๆ แต่จะเน้นไปที่การกระทำกันมากกว่า วิธีการแสดงความรักของแม่ก็ดูแลเรื่องอาหารการกินของทุกคน ใส่ใจว่าใครอยากกินอะไรก็จะทำให้กิน พ่อก็ดูแลเอาใจใส่ ถ้าใครขาดเหลือหรืออยากได้อะไรพ่อก็จะหามาให้ ส่วนลูกๆ ก็ดูแลพ่อแม่ นวดให้ ทำงานบ้าน ส่วนตัวแล้วชอบการกระทำแบบที่ครอบครัวหนูทำให้กันมาก แต่อยากให้ทุกคนเริ่มแสดงออกผ่านคำพูดกันบ้าง น่าจะทำให้ครอบครัวสนิทกันขึ้นกว่าเดิม
.
โจ / 15 / นักเรียนมัธยมปลาย
         ชอบให้แม่บอกว่ารัก ชอบให้แม่กอด ชอบที่แม่พูดว่า “I’m proud of you.” และที่แม่บอกว่ารัก 
.
ภัทร / 27 / นักศึกษาปริญญาโท
         สำหรับหนู ความรักในครอบครัวคือการได้อยู่ด้วยกันในพื้นที่ที่เรากล้าจะเป็นตัวเองมากที่สุด บ้านของเราอาจไม่ได้พูดคำว่า ‘รัก’ กันบ่อย แต่เราส่งมันถึงกันผ่านวิธีที่เรียบง่ายและจริงใจ เช่น การนั่งกินข้าวพร้อมกันแล้วเล่าเรื่องราวในแต่ละวัน บางวันเป็นเรื่องสนุกที่ทำให้หัวเราะจนตาเปียก บางวันเป็นเรื่องหนักใจที่ทำให้เงียบไปพักใหญ่ แต่สุดท้ายก็จะมีใครสักคนยื่นคำปลอบใจให้ หรือเพียงแค่นั่งฟังจนเราใจเบาขึ้น 
         หนูชอบช่วงเวลาที่ทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต ทั้งเรื่องเก่าๆ ที่ฟังซ้ำกี่ครั้งก็ยังยิ้มได้ และเรื่องใหม่ที่ช่วยกันคิด ช่วยกันให้คำแนะนำโดยไม่ตัดสิน มันทำให้หนูรู้ว่าความรักไม่ใช่แค่การให้ แต่คือการรับฟังกันด้วยหัวใจ  คำพูดที่หนูชอบที่สุดคือ “ถ้าเหนื่อยก็กลับมาบ้านเรา ยังมีที่บ้านคอยอยู่ข้างๆ เสมอ” เพราะมันทำให้รู้ว่าหนูไม่ต้องเผชิญโลกนี้คนเดียว ความอบอุ่นของครอบครัวสำหรับหนูจึงไม่ใช่เพียงแค่รอยยิ้ม หรือมือที่คอยช่วยเหลือ แต่เป็นความรู้สึกว่าทุกครั้งที่ล้มลง ยังมีที่ให้กลับไปและมีคนที่พร้อมฟังเรื่องราวของเราอย่างตั้งใจเสมอ และที่สำคัญที่สุด สำหรับหนู ความรักยังหมายถึงการได้กินกับข้าวฝีมือแม่ รสชาติที่ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี มันยังเป็นรสที่ทำให้รู้สึกว่าบ้านคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด
.
วา / 21 / นักศึกษา
         ปกติแล้วครอบครัวของดิฉันแสดงความรักต่อกันโดยการสนทนาพูดคุยประจำวัน พวกเราจะถามไถ่ถึงชีวิตประจำวันของกันและกัน เล่าเรื่องราวที่ต่างคนต่างได้พบเจอ ความรู้สึกในแต่ละวันหรือสัปดาห์ ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเราแน่นแฟ้นมากขึ้น เนื่องจากพวกเราต่างได้รับรู้ถึงความรักและห่วงใยของกันและกันผ่านบทสนทนาประจำวันนั้นๆ 
         ในส่วนของคำพูดและการกระทำที่อยากได้รับจากคนในครอบครัว จะเป็นการกระทำใดก็ตามที่ทำให้รู้สึกได้ว่าพวกเขาจะคอยอยู่ตรงนี้ ยังคงรักและอยู่เคียงข้างแม้ในกรณีที่ดิฉันไม่สามารถประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจได้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยอย่างอ่อนโยนโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือการปลอบประโลมดิฉันว่าทุกอย่างไม่ได้กำลังจะพังลงเพียงเพราะดิฉันทำผิดพลาดไป
.
แอมเบอร์ / 21 / นักศึกษา
         พ่อแม่ของฉันส่วนใหญ่แสดงความรักกับฉันโดยโทร. หาเรื่อยๆ ว่า “ทำอะไรอยู่” “อยู่ไหน” ถึงจะคุยแค่แป๊บเดียว แต่ก็รู้ว่าเขาเป็นห่วงและอยากเช็กว่าเราปลอดภัยไหม หาของอร่อยๆ ให้ พาไปออกกำลังกาย หรือบางทีก็พาไปขับรถเล่น อยากให้คนในครอบครัวแสดงความรักแบบเข้าใจกัน คุยกันแบบใจเย็นๆ คนกลางจะได้ไม่กดดัน แล้วก็ใช้เวลาด้วยกันบ้าง
.
ชื่อ / อายุ / อาชีพ
         ตอนเป็นเด็กไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมเราถึงไม่เรียก ‘พ่อ’ ว่า ‘พ่อ’ เรากลับเรียกว่า ‘ป๊า’ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ณ ตอนนั้นเรารู้สึกแปลกแยก ทำไมถึงเรียกสมาชิกในครอบครัวไม่เหมือนกับครอบครัวอื่นๆ หากจะให้นิยามว่าเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน เรามักจะตอบมันแบบเดิมกับทุกคนว่า 

         “บ้านคนจีนที่การตื่น 10 โมงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย”
         “มีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่จะกรอกอาชีพป๋าว่าค้าขายในทุกเอกสารเสมอ” 


         เราโตมากับการเห็นคนในบ้านอ่านหนังสือ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์’ ‘ชาติ กอบจิตติ’ ‘สามเกลอ’ คือชั้นหนังสือของพ่อเรา ภาพของอากงนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า ขณะที่เรานั่งดูการ์ตูนในจอโทรทัศน์ เป็นภาพที่เห็นได้จนชินตาในวันหยุด ถึงกระนั้นอิทธิพลการอ่านหนังสือของเราในตอนเด็กไม่ได้มาจากทั้งป๊าและอากง แต่กลับรับเอาอิทธิพลการอ่าน ‘โคนัน’ มาจากน้องชายของป๊า (อา) แม่เราไม่อ่านหนังสือ เราไม่เคยเห็นแม่อ่านหนังสือ แม่เรามาจากจังหวัดที่ตอนแม่เราเป็นเด็กไม่มีแม้แต่มหาวิทยาลัย การศึกษาสูงสุดที่จังหวัดนั้นจะให้แม่เราได้คือปวช. จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แม่จะไม่ได้มีนิสัยรักการอ่านเหมือน ‘ชนชั้นกลางกรุงเทพฯ’ อย่างป๊า
         เราโตมากับอาม่า ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะป๊ากับแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ เราอยู่กับอาม่าแค่ 7 ปี แต่เป็น 7 ปีที่เรายังหวนคิดถึงเสมอ ตั้งแต่เราเป็นเด็ก ป๊ากับแม่มักให้เราตัดสินใจอะไรเองเสมอ “แม่…หนูอยู่วงโยได้ไหม” “แม่…เรียนสายวิทย์-คณิตดีไหม” ไม่ว่ากี่คำถามที่เกี่ยวกับชีวิต เราจะได้คำตอบว่า “แล้วแต่หนู” 
         ปะป๊าคือบุคคลที่เราไม่เคยคิดแม้แต่จะขอคำปรึกษา ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรู้คำตอบอยู่แล้วว่าเขาไม่เคยก้าวก่ายชีวิตของเรา เราจึงโตมาแบบรักอิสระ ไม่เคยแม้แต่จะให้ใครตัดสินใจเรื่องสำคัญให้ เราตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตัวของเราเอง แต่ในบางครั้งเราว่ามันก็คงจะดี ถ้าป๊ากับแม่เลือกที่จะถามเราบ้าง 
         “ช่วงนี้เป็นยังไง” “เพื่อนเป็นยังไง”  อิสรภาพเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งมันก็โดดเดี่ยวเกินไป เราไม่เคยบอกป๊ากับแม่ว่าเรารู้สึกยังไงอยู่ เจอเรื่องลำบากอะไร เรากลัวว่าถ้าเล่าเรื่องเหล่านั้นไป อิสรภาพที่เรามีจะถูกยึดคืน มันคงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถเล่าทุก อย่างให้ป๊ากับแม่ฟังได้ มันคงจะดีไม่น้อยถ้าการเล่าเรื่องเหล่านั้นเขาจะอยู่ข้างเรามากกว่าที่จะซ้ำเติม พร้อมกับถามซ้ำๆ ว่าทำไมทุกอย่างถึงเป็นแบบนี้ มันคงจะดีถ้าเรารู้สึกว่าเราสามารถแบ่งปัน ‘บางเรื่อง’ กับเขาได้บ้าง