เรื่องราวปฐมบทใหม่ของเหล่าสี่ยอดมนุษย์ ที่ใช้มากกว่าพลังพิเศษทางร่างกายในการต่อสู้กับตัวร้าย เพราะพลังพิเศษทางใจกับสายใยจาก ‘ครอบครัวที่เลือกเอง’ เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคไปได้
.
The new beginning of an old story

          เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาคงเป็นการสิ้นสุดการรอคอยของใครหลายคน เพราะการวนกลับมาอีกครั้งของครอบครัวแรกของมาร์เวล (Marvel’s First Family) อย่าง Fantastic Four หรือที่รู้จักกันในชื่อ สี่พลังคนกายสิทธิ์ เรื่องราวที่ถูกดัดแปลงมาหลายครั้งจากหนังสือการ์ตูนตระกูลมาร์เวลของนักเขียนชื่อดังอย่าง Stan Lee และ Jack Kirby ที่คราวนี้มาในรูปแบบภาพยนตร์เรื่องใหม่ ‘The Fantastic Four: First Steps เดอะ แฟนแทสติก 4: จุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่’  

          ในปี 2025 สมาชิกหน้าใหม่จากเรื่องราวเก่าที่ครองใจประกอบไปด้วย Reed Richards/ Mister Fantastic รับบทโดย Pedro Pascal Sue Storm/ Invisible Woman รับบทโดย Vanessa Kirby Johnny Storm/ Human Torch รับบทโดย Joseph Quinn และ Ben Grimm/ The Thing รับบทโดย Ebon Moss-Bachrach ภายใต้การกำกับของ Matt Shakman

          การกลับมาของ Fantastic Four ในรอบนี้ สตูดิโอมาร์เวลได้พาเหล่าสาวกกระโดดข้ามมัลติเวิร์สไปยัง EARTH-828 ย้อนกลับในยุค 60 ในรูปแบบ Retro-Futuristic โลกล้ำสมัยในอดีต เมื่อเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ต้องปกป้องไม่ให้โลกล่มสลายไปด้วยน้ำมือของ Galactus ที่รับบทโดย Ralph Ineson และ Silver Surfer/ Shalla-Bal รับบทโดย Julia Garner 

          นอกจากเรื่องราวของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิกระหว่างการเดินทางในอวกาศจนกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจชาวโลกแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของเวอร์ชั่นนี้คือฉากหลังสีสันสดใสจากแรงบันดาลใจของศิลปะยุค 60 ที่ถูกผสมผสานออกมาอย่างลงตัวกับเทคโนโลยีในโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรถบิน โลกใต้ดิน หรือหุ่นยนต์สุดน่ารักอย่าง H.E.R.B.I.E. 

          แต่สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กับบรรยากาศ คือความยิ่งใหญ่และพลังของคำว่า ‘ครอบครัว’
.
Marvel’s First (chosen) Family

          กลุ่มแฟนคลับมาร์เวลส่วนหนึ่งมักเรียก Fantastic Four ว่า ‘ครอบครัวแรกของมาร์เวล’ เพราะซูเปอร์ฮีโร่กลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรกที่ทำงานแบบ ‘ทีม’ ในจักรวาลมาร์เวล และยังเป็นทีมแรกที่มีความสัมพันธ์แบบครอบครัว โดย Fantastic Four ถูกแนะนำในฐานะทีมครั้งแรกเมื่อปี 1961 ขณะที่ The Avengers และ X-men ถูกแนะนำครั้งแรกในปี 1963

          ความสัมพันธ์ของทีมนี้เริ่มต้นจากการที่ Sue และ Johnny เป็นพี่น้องกัน ต่อมา Sue แต่งงานกับ Reed ทำให้ Sue, Johnny และ Reed นั้นถูกผูกกันไว้ด้วยสายเลือดและเอกสารตามกฎหมาย

          ในขณะที่ทั้งสามเป็นตัวแทนให้เราเห็นถึงความเป็นเครือญาติตามขนบที่ไม่ได้แปลกใหม่นัก สิ่งสำคัญที่ทำให้ความเป็น ‘ครอบครัว’ ในอีกรูปแบบโดดเด่นขึ้นมา กลับเป็นบทบาทของ Ben

          Ben ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทั้งทางตรงอย่างการเป็นพี่น้อง หรือทางอ้อมอย่างการเป็นเขยหรือสะใภ้ เขาเป็นเพียงเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานของ Reed ก่อนกลายมาเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ที่ทำงานร่วมกัน

          แต่สำหรับผู้เขียนที่มีความรู้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องในหนังสือการ์ตูนเป็นศูนย์นั้น ความสัมพันธ์ของ Ben และคนในทีมกลับให้ความรู้สึกของการเป็น ‘ครอบครัว’ มากกว่าเพียงเพื่อนร่วมงานที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านหลังเดียวกัน เขาคือจุดสำคัญที่ทำให้ผู้ชมเห็นถึงการ ‘เลือก’ ที่จะอยู่ร่วมกันของตัวละคร 

          และเห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘Chosen family’ หรือ ครอบครัวที่เลือกเองอย่างชัดเจน   

          ฉากการพูดคุยหยอกล้อด้วยความสบายใจ การทานอาหารเย็นร่วมกันอย่างพร้อมหน้าตา และการที่ Johnny กล่าวว่า “We’re going to be the best uncle ever” (พวกเราจะเป็นคุณลุงที่ดีที่สุด) หลังจากที่ Sue เฉลยว่าตัวเองกำลังตั้งท้องอยู่ เป็นฉากสำคัญที่ย้ำให้ผู้เขียนเห็นถึงความเป็นครอบครัวอย่างชัดเจน เพราะ We ในประโยคดังกล่าวนั้น หมายถึงทั้งตัวคนพูดและ Ben ด้วย ทั้งที่วัฒนธรรมตะวันตกไม่นิยมเรียกขานคนนอกครอบครัว (ที่ไม่ได้สัมพันธ์กันด้วยสายเลือด) ด้วยลำดับญาติอย่างการเป็น ‘คุณลุง’ 

          นั่นแปลว่าพวกเขาเลือก Ben เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว เช่นเดียวกับที่ Ben เลือกทั้งสามเป็นครอบครัวเช่นเดียวกัน

          นอกจากความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม Fantastic Four แล้ว คำว่าครอบครัวยังถูกถ่ายทอดผ่านความสัมพันธ์ของทีมและชาวโลก ภายในเรื่องเราจะเห็นพัฒนาการจากบทบาทของ ‘ผู้ปกป้อง’ และ ‘ผู้ถูกปกป้อง’ สู่ ‘การปกป้องซึ่งกันและกัน’ รวมถึงการเผชิญหน้ากับปัญหาในฐานะของครอบครัว

          แต่จุดเปลี่ยนนั้นคืออะไร ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านที่ยังไม่ได้รับชมไปติดตามเองในภาพยนตร์ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ประทับใจไม่รู้ลืมเช่นเดียวกัน โดยคาดว่าจะได้รับชมกันผ่านทาง Disney+ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน
.
Our Family, Our Choice, Our Chosen Fate

                    “Family is about connecting to something bigger than yourself”
         
                    (ครอบครัวคือการเชื่อมโยงกับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง)

          เมื่อพูดถึงความประทับใจ นี่คงเป็นประโยคที่ดึงความสนใจของผู้เขียนตั้งแต่ดูตัวอย่างครั้งแรก และยังคงติดอยู่ในใจหลังเดินออกจากโรงภาพยนตร์

          ตลอดเวลา 1 ชั่วโมง 55 นาที ตั้งแต่ theme song ขึ้น จน End credit จบลง Fantastic Four ได้ค่อยๆ ปลูกคำว่าครอบครัวเข้าไปในใจของผู้เขียน และประโยคดังกล่าวก็ทำให้นึกถึงคนสำคัญที่ผูกกันไว้ด้วยสายสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ที่มองไม่เห็น

          ‘สายสัมพันธ์’ คือข้อความสำคัญที่ทำให้ย้อนกลับมามองคำว่าครอบครัวอีกครั้ง 

          ในปัจจุบันมีข่าวโหดร้ายทารุณเกี่ยวกับครอบครัวตามขนบให้เราเห็นมากมาย พ่อแม่ทารุณลูก พี่ทำร้ายน้อง การล่วงละเมิดทางเพศภายในเครือญาติ คนในตระกูลปลิดชีพกันเอง 

          แม้คนเหล่านั้นจะมีพันธุกรรมเป็นสายสัมพันธ์ที่ผูกโยงกันไว้ แต่กระทำต่อกันเช่นนั้น จะเรียกว่าครอบครัวได้หรือ?

          หรือความจริงแล้ว ครอบครัวอาจไม่จำเป็นต้องผูกพันธ์กันด้วยสายเลือดเพียงอย่างเดียว และการอยู่ร่วมกันก็อาจไม่ใช่การแบ่งบทบาท ว่าใครเป็นผู้นำและผู้ตาม ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง แต่เป็นการเชื่อใจกัน พึ่งพากัน โดยไม่จำเป็นต้องมีใครทำมากกว่า หรือเสียสละมากกว่า

          เช่นที่ Reed ไม่จำเป็นต้องหาทางแก้ปัญหาเพียงคนเดียว เพียงเพราะเป็นหัวหน้าทีม หรือการที่ครอบครัว Fantastic Four ไม่จำเป็นต้องแบกรับปัญหาของชาวโลกทุกอย่าง เพียงเพราะมีพลังพิเศษ

          เมื่อพื้นฐานของการเป็นครอบครัวเกิดจากการความรัก ความห่วงใย และสิ่งยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก ดังนั้น ครอบครัวจึงอาจจะเป็นพ่อแม่พี่น้องตามนิยามแบบเก่า กลุ่มเพื่อนที่รู้ใจกันมาตั้งแต่สมัยเรียน คนที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของเราในทุกเวอร์ชั่น กลุ่มเล่นเกมในอินเตอร์เน็ตที่พร้อมฟังปัญหาโดยไม่ตัดสิน หรืออาจจะเป็นน้องหมาน้องแมวที่เป็นแรงใจให้ข้ามผ่านวันที่ยากลำบาก

          พวกเขาเหล่านั้น ที่มีสายใยพิเศษผูกพันกันไว้ด้วยใจ ที่สามารถเชื่อใจได้ว่าจะอยู่เคียงข้างเสมอทั้งยามทุกข์และยามสุข จะทำให้เรากลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังพิเศษในการต่อสู้กับทุกอุปสรรค อย่างที่ Sue Storm บอกไว้

          “We will face it together. As a family.” 

          พวกเราจะเผชิญหน้าไปด้วยกัน ในฐานะครอบครัว”

Writer & Graphic Designer

สุชานันท์ สหวงศ์เจริญ

A movie watcher, feeling collector,
and memory hoarder.