“หนูเคยบอกแม่มั้ยว่าแม่เป็นแม่ที่ดีที่สุด”
“ไม่”
“แล้วไมยังไม่ปรับปรุงตัว?”
“ลูกอีเวx”
หนึ่งในคอนเทนต์ 1 Life 1 Mom ที่มียอดไลก์บนแอปพลิเคชัน TikTok สูงที่สุด เรียกเสียงฮาจากแอคเคานต์อื่นๆ ไปไม่น้อย และทำให้คอนเทนต์นี้เป็นกระแสอยู่ช่วงหนึ่ง แอคเคานต์ต่างๆ พากันแชร์ทั้งแชตสุดฮาและแชตสุดซึ้งของคนในครอบครัว เพื่อน และแฟน จนบางคอนเทนต์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า อันนี้คุยกันเอาฮาหรือเกลียดกันจริงๆ
มันทำให้ผู้เขียนคิดต่อว่า แล้วเป็นไปได้ไหมที่คนในครอบครัวซึ่งควรจะรักกันกลมเกลียว ในอีกมุมหนึ่งอาจมีบางเรื่องให้เกลียดกันอยู่ลึกๆ ก็ได้
หรือที่เรียกว่า ‘ทั้งรักทั้งเกลียด’ นั่นเอง
.
ไม่แปลก หากครอบครัวตกอยู่ใน Love-Hate Relationship
ความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียดนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Love-Hate Relationship’ หมายถึงความรู้สึกต่อบางคนหรือบางสิ่งซึ่งผสมกันระหว่างความรักและความเกลียดอันเข้มข้น โดยเกิดขึ้นได้กับความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ ทั้งแฟน เพื่อน แม้แต่กับนักเขียนที่เราตามอ่าน รวมทั้งความสัมพันธ์ครอบครัวด้วย
Shoba Sreenivasan และ Linda E. Weinberger ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นแคลิฟอเนีย อธิบายความสัมพันธ์ ‘หยินหยาง’ แบบ Love-Hate Relationship ในครอบครัวไว้ว่า ครอบครัวนั้นเป็นสายใยที่มากกว่าความใกล้ชิดแบบอื่น ในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกจะมีความต่างทางอำนาจซ่อนอยู่ ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียดนี้ กล่าวคือ ลูกๆ อาจแสดงออกถึงความโกรธหรือเกลียดเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อำนาจก็จะสลับกัน พ่อแม่จะกลายเป็นฝ่ายไม่พอใจเมื่อลูกๆ กลายเป็นฝ่ายควบคุมหรือดูแลพวกเขา
เว็บไซต์ The Mind Journal ระบุว่า ลูกๆ อาจมีความสัมพันธ์แบบ Love-Hate Relationship กับพ่อแม่ได้ โดยอาจเกิดจากการได้รับความรุนแรงทางร่างกายในวัยเด็ก การถูกเปรียบเทียบกับคนรอบตัว การถูกครอบงำทางความคิด ความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยของพ่อแม่ และการถูกละเลย
แต่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียดอาจใกล้ตัวและเกิดจากเรื่องง่ายๆ ก็ได้ เพราะสำหรับฉัน Love-Hate Relationship ในบ้านนั้น เกิดจากเรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อย
.
สถานการณ์ทั้งรักทั้งเกลียดมักเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร ระหว่างมื้อเย็น ฉันมักจะมองหน้าพ่อแม่ สังเกตเห็นรอยย่นบนใบหน้า หนังตาที่ตกลงมากขึ้นทุกๆ ปี ผมหงอกที่กินพื้นที่เกินครึ่งทำให้ฉันรู้สึกใจหาย แล้วความรู้สึกรักพ่อรักแม่ก็มาจุกอยู่ที่คอ ก่อนมันจะหายวับไป เพราะแม่เริ่มบ่นฉันอีกแล้ว
แม่เป็นยอดมนุษย์ที่เก่งมาก ทำแทบทุกอย่าง ทั้งงานในบ้านและนอกบ้านออกมาได้ดี ดีจนฉันอยากจะเก่งให้ได้สักครึ่งของแม่ เมื่อนึกถึงเรื่องพวกนี้ ฉันจะรู้สึกรักแม่เอามากๆ แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป แม่ก็ยังมีความเป็นแม่อยู่วันยังค่ำ มนุษย์แม่ผู้คอยจ้ำจี้จ้ำไช ปฏิเสธเกือบทุกอย่างที่ไม่ตรงกับความคิดของตน บ่นแทบทุกสิ่งจนเบื่อจะฟัง และพักหลังฉันก็เริ่มชินไปเอง
ชวนให้คิดได้ว่า ในบางเรื่อง ฉันเป็น ‘ลูกที่โตแล้ว’ ของพ่อแม่ พวกเขามองว่าลูกดูแลตัวเองและเอาตัวรอดในสังคมวายป่วงนี้ได้ แต่ในบางเรื่อง ฉันก็ยังเป็น ‘ลูกน้อย’ ของพ่อแม่ ไม่ต่างจากเด็กจิ๋ววัยหัดเดินที่ถูกกั้นเขตไว้ในคอกเซฟตี้เล็กๆ
ฉันเข้าใจความเป็นห่วงของพ่อแม่ แต่บางครั้งมันก็มากเกินไป และ ‘ความย้อนแย้ง’ ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากเรื่องหยุมหยิม หรือกับการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต มันยิ่งเพิ่มความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ฉันขอยกความผิดทั้งหมดไปที่ ‘ยุคสมัย’ ด้วยความที่เราเกิดมาคนละยุคคนละสมัย เราจึงมีความเห็นรวมถึงมองสิ่งหนึ่งต่างกันไป และอันที่จริง แม้แต่คนเจนเนอเรชันเดียวกันก็ยังเถียงกันเรื่องเดิมๆ ไม่ต่างจากคนต่างเจนเลย
เมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็สมเหตุสมผลแล้วไม่ใช่หรือ ที่เราจะคิดเห็นต่อสิ่งหนึ่งต่างกัน ถกเถียงกัน และเกิดความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียดต่อกันบ้าง
.
ไม่ใช่แค่ลูกๆ ที่รู้สึกถึงความสัมพันธ์ทั้งรักทั้งเกลียดนี้ แต่ Love-Hate Relationship ก็เกิดขึ้นกับการเป็นพ่อแม่ได้เช่นกัน
Aliza Goldstein นักจิตวิทยาชาวสหรัฐอเมริกา อธิบายว่า ในการเป็นพ่อแม่นั้นอาจมีความรู้สึกย้อนแย้งทางอารมณ์เกิดขึ้นได้ หรือก็คือ Love-Hate Relationship ในการเป็นพ่อแม่นั่นเอง เช่น พวกเขาอาจทั้งรักและทั้งเกลียดการเป็นพ่อแม่ รักลูกนะแต่บางทีก็รู้สึกรำคาญ อยากใช้เวลาร่วมกับลูก แต่ก็อยากมีเวลาส่วนตัว บางครั้งก็รู้สึกเป็นพ่อแม่ได้ดี แต่บางทีก็รู้สึกไร้ความสามารถ ทั้งสุขและเศร้าในการเป็นพ่อแม่ รวมถึงบางครั้งก็อยากปกป้องลูกๆ แต่ก็อยากให้อิสระกับเด็กๆ
เมื่อทั้งพ่อแม่และลูกต่างก็เกิดความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียดต่อกันและกันได้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหากครอบครัวจะตกอยู่ในความสัมพันธ์แบบ Love-Hate Relationship
ทว่าหัวใจสำคัญคือ ครอบครัวจะจัดการกับความสัมพันธ์และความรู้สึกต่างขั้วนี้อย่างไร
.
ไม่ยาก ถ้าอยากจัดการกับ Love-Hate Relationship
อย่างที่ได้อธิบายไปว่า ความสัมพันธ์แบบ Love-Hate Relationship ในครอบครัวนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่ามันคงจะเป็นเรื่องดีกว่า หากสุดท้าย Love-Hate Relationship กลายเป็น Love Relationship ได้ แต่ในทางตรงกันข้าม หากมันไม่เป็นเช่นนั้น ครอบครัวควรหาทางคงความสัมพันธ์แบบ Love-Hate Relationship ไม่ให้มันเลวร้ายกลายเป็น Hate Relationship ไปในที่สุด
งานวิจัยเรื่อง The Deeper The Love, The Deeper The Hate ในปี 2017 ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบโรแมนติกที่เป็น Love-Hate Relationship ว่า ถ้าเรารักใครสักคนอย่างสุดซึ้ง แต่บางครั้งก็รู้สึกเกลียดคนนั้นอยู่บ้าง ความรู้สึกรักจะยังคงเป็นความรู้สึกหลักในความสัมพันธ์อยู่ แต่หากเราไม่ได้รักคนนั้นเลย ความรู้สึกเกลียดจะยิ่งแสดงออกมาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ผู้เขียนคิดว่าข้อค้นพบข้างต้นก็พอจะนำมาเปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ กล่าวคือ หากครอบครัวยังมีความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียดนี้อยู่ นั่นก็แปลว่า ในทางหนึ่ง เราก็ยังรักคนในครอบครัวอยู่นั่นเอง เพียงแต่อาจคิดเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่องจนเกิดเป็นความเกลียดที่แซมอยู่เรื่อยๆ และนั่นก็แปลว่ามันพอจะยังมีทางพัฒนาความสัมพันธ์ครอบครัวให้ดีขึ้นได้
เรามักจะได้ยินวิธีสุดคลิเช่ว่า การนั่งจับเข่าคุยเพื่อร่วมกันหาทางออกนั้นเป็นวิธีที่เวิร์กที่สุด ซึ่งสำหรับบางสถานการณ์มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะสุดท้ายแล้ว การสื่อสารระหว่างคนในครอบครัวจะทำให้เราสามารถร่วมกันหาทางแก้ปัญหาแบบที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องบางเรื่องในครอบครัวก็ไม่ควรถูกขุดขึ้นมาพูดถึงเป็นครั้งที่สอง หรือเรื่องบางเรื่องก็ควรปล่อยให้ผ่านไปจะดีกว่า
.
ผู้เขียนจึงขอเสนอวิธีที่อาจจะไม่ใช่ทางออกที่เวิร์กที่สุด แต่เป็นวิธีคิดที่อาจทำให้ผู้อ่านมีความเห็นต่อสิ่งหนึ่งต่างไปจากเดิม และอาจนำไปปรับใช้กับสถานการณ์ในครอบครัวได้
วิธีคิดที่ว่าคือ ‘อย่าด่วนตัดสินว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำนั้นดีหรือแย่’ เมื่อเกิดความเห็นที่ไม่ตรงกัน อันจะนำไปสู่ Hate Relationship ให้ลองคิดว่าเราแค่มีมุมมองต่อสิ่งหนึ่งไม่เหมือนกันเท่านั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้แย่เสมอก็ได้
ผู้เขียนได้วิธีคิดนี้มาจากหนังสือ Creative Blindness โดย Dave Trott นักเขียนอธิบายว่า มนุษย์มักจะพยายามแปะป้ายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่แย่ แต่ความจริงทุกสิ่งล้วนเป็นเพียง ‘สิ่งที่เกิดขึ้น’ มุมมองที่ต่างกันของเราต่างหากที่ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นดีหรือแย่ไม่เหมือนกัน
“หากไม่เข้าใจมุมมองของคนอื่นที่ต่างจากเรา เราก็จะติดอยู่ในโลกใบเล็กๆ ของตัวเอง โดยจะทำได้แค่พูดกับตัวเองและสงสัยว่าทำไมคนอื่นถึงไม่รับฟังหรือเข้าใจเรา”
วิธีคิดนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้เขียนอย่างมากเมื่อเกิดสถานการณ์ทั้งรักทั้งเกลียดขึ้นในครอบครัว เพราะมันได้เปลี่ยนความคิดว่า ‘ฉันถูก เธอผิด’ ให้กลายเป็นว่า เราแค่มีมุมมองต่อสิ่งหนึ่งไม่เหมือนกันและรับฟังอีกฝ่ายอย่างเป็นกลางมากขึ้น
.
ผู้เขียนเชื่อว่าในโลกนี้ไม่มีมนุษย์คนใดที่สมบูรณ์แบบหรือดีไปเสียทุกอย่าง และเมื่อมนุษย์ที่ผิดบ้างถูกบ้างมารวมตัวกันเป็นครอบครัว ก็ย่อมเกิดเป็นครอบครัวที่เห็นตรงกันบ้าง เห็นต่างกันบ้าง รักกันบ้าง และเกลียดกันบ้างไปโดยปริยาย
ความสัมพันธ์แบบ Love-Hate Relationship ที่ดูจะเป็นความรู้สึกต่างขั้วนั้น จึงอาจเกิดจากเรื่องง่ายๆ ความเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และความสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ทั้งในครอบครัวและความสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ อยู่ที่ว่าเราจะจัดการกับความสัมพันธ์หยินหยางนี้อย่างไรให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้ครอบครัวตกอยู่ใน Hate Relationship ไปในที่สุด
และในทางหนึ่ง การมีอยู่ของ Love-Hate Relationship ในครอบครัวก็เป็นหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันว่า
ทุกคนในบ้านยังสามารถมีความคิดเป็นของตัวเอง มีเรื่องให้แลกเปลี่ยน และถกเถียงกันได้ แม้บางครั้งจะกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมในบ้านก็ตาม
อ้างอิง
Aliza Goldstein Psy.D. (16 พฤษภาคม 2023). You Can Love and Hate Being a Parent.
เข้าถึงได้จาก psychologytoday: https://www.psychologytoday.com/us/blog/better-
living-with-cbt/202305/you-can-love-and-hate-being-a-parent
Dave Trott. (2019). Creative Blindness ภาวะสมองบอด (พร้อมวิธีรักษา). ผู้แปล: พราว
อมาตยกุล. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วีเลิร์น. (2021).
Shoba Sreenivasan and Linda E. Weinberger. (24 มีนาคม 2023). Love and Hate Relationships. เข้าถึงได้จาก psychologytoday:
https://www.psychologytoday.com/us/blog/emotional-nourishment/202303/love-
and-hate-relationships
Rose Burke. (1 กรกฎาคม 2022). Love Hate Relationship With Parents: 5 Painful Reasons.
เข้าถึงได้จาก themindsjournal: https://themindsjournal.com/love-hate-relationship-
with-parents-5-painful-reasons/#google_vignette
Xiang Y and Lei M Jin W. (7 ธันวาคม 2017). The Deeper the Love, the Deeper the Hate.
เข้าถึงได้จาก Frontiers:
https://www.frontiersin.org/journals/psychology/articles/10.3389/fpsyg.2017.0194
0/full
Writer

เด็กจบใหม่หมดไฟ สนใจเรื่องผู้หญิงและเรื่องไม่ป๊อป มีความสุขเวลาได้สัมภาษณ์คนเจ๋งๆ และตอนนี้กำลังปั้นเพจเกี่ยวกับเลสเบียนและกีฬาผู้หญิง
Graphic Designer

Born to slay, forced to work 🤡
