เรื่อง : กองบรรณาธิการ Awake 1525
ภาพ : วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์

         ‘รักต่างวัย’ ที่เป็นชื่อเรื่องของงานเขียนชิ้นนี้ ไม่ได้หมายถึงเรื่องราวความรักของบุคคลคนที่มีอายุต่างกัน แต่เป็นบทสนทนาเรื่องความรักของ แอนนา-อาทิตยา ประเสริฐศิลป์ คนทำงานและนักศึกษาปริญญาโท เป้-เขมพัฐศร พรวิวัฒน์สุข และ ภัค-ภัค เจริญรัชต์ บัณฑิตหมาดๆ จากรั้วมหาวิทยาลัย กับ บัว-กลิกา ชูพินิจ นักศึกษาเฟรชชี่ ปี 1 ซึ่งแตกต่างกันทั้งบุคลิก วิธีคิด ภูมิหลัง และประสบการณ์ 

         ความรักของพวกเขามีความหมายว่าอะไร ‘ธงแดง’ ของแต่ละคนเป็นแบบไหนบ้าง พวกเขาอยากมีลูกไหม ถ้าอยาก อยากมีตอนไหน และกลไกที่ใช้ดูแลตัวเองเวลาที่ใจเจ็บคืออะไร ฯลฯ Awake1525 ชวนพวกเขามาแบ่งปันให้ฟังกันค่ะ
.

คำถามแรกก็คือ คนรุ่นนี้หาความแฟนกันยังไงคะ

ภัค : เจนผม ก็จะมีใช้แอปหาคู่บ้าง แต่ส่วนตัวผมยังไม่เคยได้ใช้นะครับ เพราะผมเป็นคนค่อนข้างอนาล็อก ผมเชื่อว่าถ้าเราเอาตัวเองไปอยู่สังคมไหน มันก็จะพัดคนที่มีกิจกรรมคล้ายเรา มีแอตติจูดคล้ายเรามาเจอกันครับ อย่างแฟนผม (ยิ้ม) ก็เจอตอนเฟรชชี่ ปีหนึ่งครับ เรียนคณะเดียวกัน เจอกันจากสังคมที่เราอยู่ ก็คบกันมาได้ 4 ปีแล้วครับ

แอนนา : เจนพี่เป็นช่วงที่ Tinder มาแรกๆ ตอนนั้นทุกคนอื้ออึงมาก ปัดทินเดอร์ฉ่ำเลยตอนนั้นน่ะ แล้วมันก็เจอจริงๆ นะ ปัจจุบันก็ยังเป็นเพื่อนที่ตามกันอยู่เลย และเชื่อว่าก็ยังมีคนไปเจอกันงานตามงาน blind date (นัดบอด) หรือฟิลลิ่งประมาณนั้นอยู่ อีกอย่างอาจจะไม่ใช่แอป แต่คือการที่อยู่ดีๆ รูปเราจะไปอยู่หน้า explore ของ Instagram (Ig) ใครสักคน แล้วเขาฟอลมา ซึ่งพี่เป็นคนนั้น แฟนพี่ฟอลพี่มา เลยคิดว่ารุ่นพี่นี่เป็นยุคก้ำกึ่ง คือมีการที่ไปพบกันตามร้าน แล้วก็มีการใช้เทคโนโลยีด้วย

บัว : ถ้าเป็นของเพื่อน ส่วนใหญ่จะเห็นกันจากที่โรงเรียนค่ะ เป็นเพื่อนกันมาก่อน แล้วก็ชอบกัน แล้วก็มาคบกัน อีกแบบก็อาจจะเป็นเล่นเกม ได้คุยกันทุกวัน แล้วก็ไปได้คอนแท็กจริงๆ กัน แต่ของหนู ไม่ค่อยชอบแนวแบบนั้น…แฟนหนู เราเจอกันที่งานดนตรีค่ะ เราดันแบบไป spot เขาพอดี แล้วก็เดินเข้าไปขอ Ig เขา (ไปเห็นเขาได้ไงคะ ท่ามกลางคนเป็นล้าน – แอนนาถามแทรก) ก็เขาหล่อ (พี่ๆ หัวเราะ) 

ภัค : ผมก็คล้ายกันครับ คือตอนนั้นผม ม.5 ครับ ที่ Big Mountain แฟนคนแรกเลย แต่เลิกเร็วมากนะครับ ก็คล้ายน้องคือ รู้สึกว่าสวยจัง เลยไปขอ Ig แล้วก็คุย

แอนนา : บัวกับภัคนี่รุ่นใหม่มากนะ เพราะสมัยพี่เรียนที่นี่ เฟรชชี่ ใสมาก ธรรมศาสตร์ชอบมีงานมีคอนเสิร์ต คนหล่อเยอะมาก ละลานตาไปหมด แต่ตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนว่าถ้าเดินเข้าไป เราอาจจะเป็นหมาวัด (หัวเราะ) ไม่ได้มีความมั่นใจขนาดนั้นเป้ : ของเป้ เจอกับแฟนที่โรงเรียน คบกันมาตั้งแต่มัธยม มันไม่ได้ว้าวเหมือนไปเจอคนข้างนอกค่ะ แต่ถ้าเพื่อน ก็จะมีทั้งเพื่อนที่คบกับคนใกล้ตัว คบกับคนที่มหาวิทยาลัย มีกลุ่มคนที่ไม่ได้มองความสัมพันธ์ที่ความรักอย่างเดียว มองไปเรื่องเซ็กส์ด้วย ซึ่งกลุ่มนั้นก็อาจจะใช้แอป เพราะไม่ได้หาความสัมพันธ์ระยะยาว แต่เพื่อนในกลุ่มหนูอาจจะใช้ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับที่เขาบอกว่าคนรุ่นใหม่ใช้แอปหาคู่กันมาก ในสิบคนอาจจะมีแค่สองคน

เป้ : ของเป้ เจอกับแฟนที่โรงเรียน คบกันมาตั้งแต่มัธยม มันไม่ได้ว้าวเหมือนไปเจอคนข้างนอกค่ะ แต่ถ้าเพื่อน ก็จะมีทั้งเพื่อนที่คบกับคนใกล้ตัว คบกับคนที่มหาวิทยาลัย มีกลุ่มคนที่ไม่ได้มองความสัมพันธ์ที่ความรักอย่างเดียว มองไปเรื่องเซ็กส์ด้วย ซึ่งกลุ่มนั้นก็อาจจะใช้แอป เพราะไม่ได้หาความสัมพันธ์ระยะยาว แต่เพื่อนในกลุ่มหนูอาจจะใช้ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับที่เขาบอกว่าคนรุ่นใหม่ใช้แอปหาคู่กันมาก ในสิบคนอาจจะมีแค่สองคน
.

ถ้าเจอแฟนมาจากในแอป จะกล้าบอกพ่อแม่ไหม

แอนนา : จนถึงทุกวันนี้ แค่คุยกับที่บ้านว่ารู้จักกับแฟนได้ยังไง ยังจะตอบว่าเขาเป็นเพื่อนอยู่เลย เพราะถ้าบอกเมื่อไหร่ว่าออนไลน์นะ เขาจะกลัว เพราะภาพจําของผู้ใหญ่ เทคโนโลยีมีภาพน่ากลัว หลอกลวงได้ เพราะมันข่าวมันเยอะ

บัว : หนูว่าหนูก็คงโกหก แต่มันอาจจะต่างด้วยพื้นฐานของครอบครัวด้วย อย่างถ้าเป็นพ่อแม่หนู หนึ่ง คือเขาจะมองว่าโซเชียลมีเดียเป็นสถานที่สร้างภาพ เพราะขนาดแฟนที่หนูเจอในคอนเสิร์ต เขายังกังวลเลยว่าจะรู้จักคนนี้ได้ดีแค่ไหน ถ้าเป็นพ่อเป็นแม่ ก็อาจจะห่วงเหมือนกัน

ภัค : อาจจะดูก่อนครับว่าเข้ากับเขาได้ไหม ถ้าเราปลื้ม แม่เราปลื้ม จะเจอที่ไหนก็คงไม่เกี่ยว เพราะแม่ผมเป็นซิงเกิลมัมที่ค่อนข้างชิลล์ครับ

บัว : ส่วนหนึ่งเพราะพี่ภัคเป็นผู้ชายด้วยไหมคะ มันคือความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกชาย คือไม่ใช่ว่าเป็นผู้ชายพ่อแม่จะห่วงน้อยกว่านะคะ แต่เป็นผู้หญิงอาจจะห่วงมากกว่า อย่างถ้าหนูพูดกับยาย บอกว่าไปนัดเจอกัน เขาก็อาจจะกลัวเรื่องอันตรายต่างๆ 

เป้ : มองว่าการเจอที่ไหนไม่ได้สำคัญขนาดนั้น แต่สุดท้าย ถ้ามันไม่ได้ ถ้าครอบครัวมีอคติ เราก็อาจจะไม่กล้าบอก แบบนี้มากกว่า
.

แล้วถ้าเป็นคนวัยเดียวกัน การได้แฟนมาจากแอปนี่แปลกไหมคะ กล้าบอกไหม

ภัค : ไม่นะครับ ผมไม่รู้สึก จุดเริ่มต้นไม่ได้สําคัญเลย

แอนนา : ไม่นะ จริงๆ ไม่ค่อยเห็นคนที่เจอกันในที่ทํางานแล้วมาเป็นแฟนกันด้วยซ้ำ อาจจะมีไปเจอกันตามแบบที่แฮงก์เอาต์บ้าง แต่คือเราเลยรู้ว่า การมีแฟนมันไม่ได้ง่าย เพื่อนพี่แต่งงานกันไปแล้ว นั่นไปเจอแฟนที่เป็นทหารจากคนละสังคมเลย แต่ก็ไม่มีการตัดสินกัน มีแต่คุยว่า เออ คบหากันมายาวนานมาก แอป ถ้าเปรียบเทียบก็คงเป็นพื้นที่เสมือนจริง เหมือนเป็นร้านเหล้า เป็นพื้นที่หนึ่งที่เราอาจจะเดินเข้าไปเจอใคร

บัว : แอปเป็นแค่เครื่องมือมากกว่า เมื่อเป้าหมายคือการหาคู่ เส้นทางไหนก็ได้หมด ไม่ต่างกันมาก
.

เหมือนเราจะแยกกันระหว่างแอปพลิเคชั่นหาคู่กับโซเชียลมีเดีย อย่างอินสตาแกรม ไลน์ ไว้ชัดเจนเลย

บัว : แอปหาคู่ จุดประสงค์ชัดเจนค่ะ บางคนเขียนไว้ใน bio เลยว่า ต้องการมีแฟน ต้องการ one night stand หรือความสัมพันธ์แบบไหน ในแพลตฟอร์มอื่น เราอาจจะแค่เห็นว่าเขานิสัยดี น่ารัก อยากคุย แต่จะไม่สามารถรู้ได้ทันทีว่าเขามีแฟนไหม หรืออะไร จนกว่าจะทักไปคุย  

แอนนา : แอปมีหลายวัตถุประสงค์มากเลย เราจะเห็นว่าเขาอยากหาคู่ หาแฟน หรือความสัมพันธ์แบบไหนชัดเจนเลย จากแต่ก่อนที่มีแค่ Tinder ปัจจุบันมี CMB และมีอีกเยอะมาก แยกไปตามกลุ่มความสนใจเลย แต่อย่าง Ig แค่กดไลค์ เขาอาจจะไม่ได้คิดว่าคนนี้ชอบ แต่ก็มีแบบที่คุยกันในแอปมาสักพักหนึ่งแล้ว ก็จะขอ Ig หน่อย เราจะเริ่มรู้ละว่า จะไม่ใช่แค่ระยะสั้นแล้ว ใน Ig มันจะมีฟีลติดตามไลฟ์สไตล์ซึ่งกันและกันอย่างนั้นมากกว่า คือชอบหรือไม่ชอบเรายังไม่รู้นะ มันจะเป็นการคุยๆ ฟีลๆ โดยที่ไม่รู้สถานะอะไรนะ แต่ในแอปหาคู่จะรู้เลย

เป้ : หนูไม่มีประสบการณ์การใช้แอปเท่าไหร่ แต่ก็มีเพื่อนที่เขานิยามตัวเองว่าเป็นทอมใช้ ซึ่งพอใช้แอป ก็จะเจอคนที่นิยามตัวเองเลย ว่าเป็นผู้หญิง เลสเบี้ยน ดี้ หรือไบ ซึ่งแต่ละอัตลักษณ์ แม้รูปลักษณ์จะเป็นผู้หญิง แต่นิสัยจะไม่เหมือนกัน และนิสัยที่แสดงออกต่อเพื่อนเราก็จะไม่เหมือนกันด้วย เขาก็จะมาเล่าให้ฟัง ซึ่งก็มีบางทีที่มันทําให้เขาแบบปวดหัว เพราะพอรสนิยมมันไม่ใช่ มันก็ไปไม่ได้อยู่ดี สุดท้ายก็ต้องไปเรียนรู้ต่อว่าไลฟ์สไตล์เป็นยังไง ต้องไปขอ Ig ขอ Line ไปเจอหน้า แล้วก็ต้องดูต่อด้วย

บัว : เหมือนแอปจะเป็นตรงกลางที่ทำให้รู้เลยว่าเราจะต้องการคนแบบไหน และเมื่อเข้าไปในแอปซึ่ง privacy ดีกว่า ก็จะรู้สึกว่าโอเคกว่าที่จะไปสุ่มค่ะ
.
คุณสมบัติ บุคลิก หรืออะไรที่เห็นในผ่านแอปหรือโซเชียลมีเดียแล้ว ‘ไม่ได้’ เลยบ้าง แบบที่เห็นแล้วปัดผ่านทันที

บัว : ไม่ได้นี่น่าจะหมายถึง มันคือ red flag ไหมคะ ก็อาจจะต่างไปตามคน อาจจะไม่มีคำตอบชัดๆ ว่าเจนไหน red flag คืออะไร บางคนแค่ไม่ one night stand ด้วยก็ red flag แล้ว แต่ในความเป็นจริง เห็นในแอปแล้ว สุดท้ายก็ต้องคุยอยู่ดี เพราะภาพลักษณ์มันสร้างได้ เจอกันครั้งแรกต้องมองว่ามีจุดไหนที่ไม่โอเค อย่างไปแคมปิ้งกัน เราอยู่กลุ่มเรา เขาอยู่กลุ่มเขา เขาน่ารัก เราก็สนใจรูปลักษณ์ภายนอกเขาลแหละ แต่ถ้าเสียงดัง เราก็จะไม่เอาแล้ว และตัดคนนี้ออกจากจุดสนใจเลย 

ภัค : สำหรับผม ถ้าให้ตัดสินคนแค่ผ่านทางออนไลน์ ไม่มีเลยครับ จะรอตอนได้เจอจริงๆ จริงมากกว่า ถ้าคลิก ก็โอเค ถ้ามีอะไรที่ไม่ชอบก็บ๊ายบายครับ

แอนนา : มันคือการกรองคนผ่านบุคลิก ผ่านสิ่งที่ทำให้ประทับใจ มันคือความชอบไม่ชอบ มันคือ attitude ข้างในแหละ แต่มันเป็นมาตรฐานที่ไม่เสถียรนะ เพราะบางทีอยู่กับคนหนึ่ง สิ่งนี้คือสิ่งที่เราไม่ชอบ แต่พอไปอยู่กับคนอื่น มันกลายเป็นว่าเราชอบ ทนได้ (หัวเราะ) เพราะเราไม่รู้เลยว่า ถ้าเขามาใช้ชีวิตอยู่กับเราจริงๆ ทั้งวัน ไปกินข้าวกัน แล้วเขากินข้าวเสียงดังไหม กัดเล็บไหม เพราะพี่ไม่ชอบเลย แต่แฟนคนปัจจุบันเป็นทุกอย่าง แต่เพราะมุมอื่นของเขาดีกับพี่มาก เลยสามารถตัดเรื่องนี้ออกไปได้เลย มองข้ามได้ 

เป้ : มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วยไหมคะ ขึ้นอยู่กับคน ขึ้นอยู่กับตัวเราในเวลานั้นด้วย ตัวเราโตขึ้นก็เปลี่ยนไป ตอนเราเด็ก อาจจะไม่ชอบ แต่พออีกพอถึงช่วงเวลาหนึ่ง เราอาจจะโอเคกับมัน
.
ความสัมพันธ์ที่ดี หรือ Healthy Relationship สำหรับทุกคนคืออะไรคะ

เป้ : คือการสื่อสารที่ดีค่ะ ต้องคุยกัน คบกันเราต้องคุยกันว่าชอบหรือเราไม่ชอบอะไร บางคนแบบพยายามเปลี่ยนเพื่ออีกคนมาก พยายามยอมรับมาก แต่ว่าตัวเองน่ะจะไม่โอเค เพราะบางทีเราอาจจะมองว่าเราสามารถมองข้ามในสิ่งที่เขาเป็นได้ก็จริง เพราะเราชอบเขาใช่ไหมคะ แต่สุดท้ายแล้ว ผลกระทบมันจะเกิดขึ้นกับเรา เพราะเรายอมเขาไปซะทุกอย่าง สุดท้ายตัวเราเองก็ทนไม่ไหว แล้วความสัมพันธ์ก็ไปไม่รอด ดังนั้น การที่มันจะ healthy ได้มันต้องรู้สึกเป็นตัวเองได้ สามารถแลกเปลี่ยนสามารถพูดคุยกันได้ เพราะวันหนึ่งมันจะไม่ได้เป็นแค่คนสองคน มันต้องมีครอบครัว จะมีอะไรเข้ามาเกี่ยวด้วยอีก มันก็ต้องมีการสื่อสารเข้ามาเรื่อยๆ 
         
          ในที่นี้ มันก็รวมถึงเรื่องเซ็กส์ด้วย โดยมองว่าเราสามารถพูดกันได้ในหลายมิตินะคะ ทั้งเรื่องการ consent (ความยินยอม) ความชอบ หรือรสนิยม บางทีพอคบกันแล้ว เราต้องเราต้องทำความเข้าใจอีกฝ่าย เช่น บางคนอาจจะเป็น BDSM โดยที่ไม่รู้ตัว อาจจะเสพติดเรื่องพวกนี้โดยไม่รู้ตัว รสนิยมบางอย่างอาจไม่ได้เป็นที่ยอมรับในสังคม แต่ว่ามันเป็นตัวบุคคนนั้น สมมุติถ้าเราชอบรสนิยมแบบนี้ แต่แฟนไม่ชอบ ต้องคุยกันว่าแล้วเราจะหาทางออกตรงจุดนี้ยังไง มันสามารถอยู่ตรงกลางได้ไหม ทุกเรื่องมันสื่อสารกันได้ 

แอนนา : ส่วนตัวให้ความสำคัญกับคำว่า ‘สม่ำเสมอ’ เพราะว่าหนูรู้สึกว่าถ้ามันไม่สม่ำเสมอ วันแรกรักกันมาก ยามรักน้ำต้มผักก็หวาน แล้วพอตอนท้ายมันแผ่วปลาย จะไม่โอเค อาจจะพี่ส่วนตัวเป็นคนรักใครแบบทุ่มสุดตัว ถ้าเราเผื่อใจแล้วมันไม่ดี สุดท้ายจะเสียดาย เลยจะเป็นคนที่รักให้สุดตั้งแต่วันแรก แล้วก็รักไปให้สุด แล้วดันมาได้เจอคนแบบนั้น เลยรู้สึกว่าคำนี้มันสำคัญมาก

ภัค : สื่อสารก็สำคัญครับ แต่ที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดยังเป็นความซื่อสัตย์ เพราะความสัมพันธ์ของผมตอนนี้ มันก็ไม่เชิงกราฟนิ่งนะครับ มันก็มีความสม่ำเสมอของมันไปเรื่อยๆ และในระหว่างนั้นก็มีสื่อสาร แต่ถ้าเกิดว่ามันไม่มีความซื่อสัตย์ ถ้ามันมีเรื่องคนอื่นเข้ามา ผมว่าทุกอย่างมันจะพังไปหมดเลยจะกลายเป็น toxic ทันทีครับ  

บัว : น่าจะเป็นคำว่า ‘เรียนรู้’ อาจจะเพราะหนูก็ยังเด็ก มีอะไรหลายอย่างที่ต้องรู้ ต้องดูไปเรื่อยๆ สิ่งที่พี่ๆ พูดมามันคือฐานของความสัมพันธ์ที่ทุกคนควรที่จะมี ถ้ามีก็แปลว่ามัน healthy หนูรู้สึกว่าเรื่องสื่อสารสำคัญ แต่คือ…หนูก็ทำไม่ได้ บางครั้งรู้สึกว่ามันพูดยาก ด้วยความที่เราต่างพ่อต่างแม่ ความคิด ทัศนคติในแต่ละเรื่องมันไม่สามารถที่จะพูดไปแล้วเราและเขาจะเข้าใจกันได้ทุกอย่าง สมมติว่าหนูเปิดใจ ไม่ได้ปิดกั้นที่จะเรียนรู้ และพยายามที่จะเข้าใจ แต่ถ้าเขาไม่ได้เป็นเหมือนกัน ก็ยาก คำว่าเรียนรู้เลยน่าจะเหมาะที่สุด เพราะในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะคบกันมากี่ปีก็แล้วแต่ การเรียนรู้นี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้มันอยู่ได้ยาว 

แอนนา : ต้อง Learning เพราะเรามี lesson learn กันได้ในทุกวันเนอะ
.

ในความสัมพันธ์ เรื่องที่รู้สึกว่าพูดยากของแต่ละคนคืออะไรคะ เช่นสมัยก่อน เรื่องเซ็กส์นี่พูดยากมาก

บัว : เรื่องเซ็กซ์ รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ง่าย อาจจะเป็นเพราะคนรุ่นใหม่สื่อสารกันอยู่แล้วด้วย หลายอย่างมัน open แต่เรื่องที่พูดยากสำหรับหนูอาจจะเป็นเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างหนูคบกับแฟน ตอนแรกๆ เราก็เงียบ เพราะอยากที่จะ keep ความสัมพันธ์ให้มันดี สุดท้ายไประเบิดกับแฟน เขาก็บอกว่า “ไม่เอานะ คุณต้องพูด คุณรู้สึกอะไรคุณก็พูดสิ” คราวนี้กลายเป็นว่าพอรู้สึก ก็ปรี๊ดๆๆ กลายเป็นว่าเขาก็รับไม่ได้อีก ก็จนมาขอร้องว่า บอกว่า “อย่าพูดไม่ดีแบบได้ไหม” เพราะหนูเป็นคนปากเสีย เป็นคนปากไว พูดตรง อีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องบอกเลิกที่จะเป็นตอนแบบโมโหหนักๆ เขาก็จะบอกว่า “ไม่บอกเลิกได้ไหม ไม่ตะคอกได้ไหม พูดดีๆ ได้ไหม” แต่ตอนนี้หนูเงียบ ซึ่งก็ไม่ถูกใจเขาอยู่ดี เพราะมันก็ไม่ได้แค่จากฝั่งหนู มันก็ไปขึ้นอยู่ที่เขาอีกด้วย 
         
          ทะเลาะกันทีหนึ่ง ก็กลายเป็นว่าเราอ้ำอึ้ง พูดในสิ่งที่ต้องการจะสื่อสารไม่ครบ เพราะหัวเรามันระเบิด มันตุ๊บๆๆ อยู่ในหัว งงไปหมด ขนาดตัวเรายังงงเลยว่า ที่ต้องการจะสื่ออะไร คือคิดได้นะคะ แต่พอสุดท้ายแล้วไปอยู่หน้างานจริงๆ มันงงมาก เราลืมไปแล้วรู้สึกอะไร สุดท้ายแล้วเป็นไง ยอมคืนดีกัน จบ กลายเป็นว่าเรื่องนั้นก็ยังค้างคาอยู่ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเราจะต้องพูดยังไงให้อีกคนหนึ่งพอใจด้วย ให้เราพอใจด้วย พอเราพูดเยอะเกินไป กลายเป็นว่าไปกดดันเขา ไปโยนๆๆ ใส่เขา เขาก็รับไม่ได้อีก ยิ่งเป็นคนที่เราแคร์ความรู้สึก มันยิ่งพูดยาก

ภัค : ผมไม่เคยมีเรื่องที่พูดยากเลยนะครับ จนกำลังจะเรียนจบ แฟนผมเขากลับไปทำธุรกิจที่บ้านที่ขอนแก่นครับ เราเลยมาคุยกันว่าจะเอายังไงกันต่อ ผมอยากรับราชการ เขาก็ถามมาว่า “จะมาบรรจุอยู่แถวๆ ขอนแก่นได้ไหม” นี่เป็นสิ่งที่ผมลำบากใจจนตอนนี้ครับ เพราะผมไม่ค่อยชอบความรักระยะไกล ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าต้องพูดอะไรออกไปครับ ไม่ทราบจะอธิบายยังไง เพราะก็ไม่รู้อนาคตผมว่าผมจะได้บรรจุที่ไหน มันเป็นเรื่องอาชีพ ซึ่งผมวางไว้แล้วครับว่าอยากทำอย่างนี้ ตอนนี้ก็พูดยากมากเลยครับ ก็พยายามพูดไปในทางที่เป็นบวก 
         
          เราไม่ชอบ long distance กันทั้งคู่ครับ อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เฟรชชี่  ติดกันเป็นปาท่องโก๋เลยครับ เรียนก็เรียนด้วยกันช่วยกันเรียน พอถึงถึงจุดที่จบ…อ้าว แยกกัน ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันครับ ตอนนี้เป็นช่วงยากลำบากนิดหนึ่ง แต่คิดว่าน่าจะผ่านไปได้ด้วยดี

แอนนา : สำหรับเคสพี่ พี่เชื่อว่าพอมันอยู่ในจุดที่กำลังจะแต่งงาน มีครอบครัว ทำบ้านด้วยกัน พ่อแม่เขามาคุยรับรู้ แม้มันยังไม่ได้เกิดขึ้นขึ้นในปีนี้ แต่เรากับเขาจะต้องเปลี่ยนสถานะจากแฟนกันมาเป็นสามีภรรยา มันจะไม่ได้มีแค่ 2 คนแล้ว เราต้องแคร์ครอบครัวเขา เขาต้องแคร์ครอบครอบครัวเรา เลยเป็นเรื่องที่พูดยาก
         
          คือมันน่ายินดีนะคะ แต่พอมาอยู่จุดที่เริ่มมีการส่งสถานที่แต่งงาน เริ่มมาคุยเรื่องแหวน มันกลายเป็นว่าพี่ไม่กล้าพูดว่าชอบหรือไม่ชอบ เพราะมันกังวล พี่อยากแต่งงานกับเขา อยากใช้ชีวิตร่วมกับเขา แต่พอมาถึงเรื่องของภาระค่าใช้จ่ายในการแต่งงาน ภาระการต้องมาเลือกว่าเราชอบอะไรไม่ชอบอะไร พี่กังวลว่าที่จะพูดไปว่าไม่ชอบหรือชอบ เพราะเราก็มีไอเดียของเรา แต่ขณะเดียวกันก็เกรงใจความรู้สึกของคนคนรอบตัวไปหมด ทั้งของแฟนและของเราด้วย ขณะที่แฟนก็จะบอกว่าชอบหรือไม่ชอบก็ให้พูด แต่เราก็เกรงใจ มันก็เก็บไว้ในใจ…แต่สุดท้าย พี่เชื่อนะ ว่าเวลาเราคุยกันแบบมีเหตุผล ทุกคนจะเข้าใจ

เป้ : หนูกับแฟนคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่รู้ว่าแฟนคิดยังไงนะ แต่ถ้าเป็นปัญหา เรื่องครอบครัวกับแฟนก็สำคัญ อย่างแฟนหนูเขามาอยู่บ้านหนูแล้วเขาก็มีปัญหากับแม่ ต่างคนก็คงมีอคติบางอย่าง แต่ว่าเราเป็นตัวกลาง ซึ่งมันสื่อสารยาก การที่เราจะสื่อสารให้เขาเข้ากันได้ ยาก ก็เลยไม่พูดดีกว่า (หัวเราะ) ก็จัดการกันเอง อยากมีปัญหาก็จัดการกันเอง (หัวเราะ) แต่เราเห็นปัญหานะคะ และรู้ว่าเราเป็นคนพาแฟนเข้ามา แต่จะให้มานั่งอธิบายให้ทั้ง 2 คนเข้าใจกัน…ขนาดคนที่เจอกันข้างนอกยังยากเลย นี่อยู่บ้านเดียวกัน ก็ไม่ต้องพูดดีกว่า 
         
          เรารู้นิสัยว่าแม่เราเป็นคนแบบนี้ ขนาดเราเองยังไม่อยากพูดเลย แล้วแฟนเราจะไปพูดทำไม หรือแม่เขาจะต้องมาทำความเข้าใจแฟนเราทำไม เช่น เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กรุ่นใหม่ต้องแต่งตัวโป๊ หนูก็คิดว่า มันก็การแต่งตัวใครแต่งตัวมันไหม อย่างสมมติถ้าแฟนหนูจะไม่ชอบการแต่งตัวของแม่เรา เขาจะพูดอะไรได้ไหม เขาก็พูดไม่ได้ หนูคิดว่าความขัดแย้งนี้ ถ้าไม่เกิดคงจะดีกว่า บางทีคนเป็นผู้ใหญ่เขามองว่าเขาเป็นผู้ที่ผ่านอะไรมามากกว่า ทำไมเด็กไม่ฟัง เขาเตือน เขาหวังดี ทำไมไม่ฟังเขา แต่หนูมองว่าทุกคนมีประสบการณ์ต่างกัน แฟนก็เติบโตมากับครอบครัวอีกแบบ ที่ไม่ได้เลี้ยงมาแบบที่แม่เลี้ยงอยู่ ก็เลยเข้าใจบางทีมันไม่ได้เป็นเรื่องแย่ แต่มันแค่คนละมุมมองกัน 

บัว : หนูถือคติ ‘ช่างแม่_’ ค่ะ คือมันไม่ใช่ว่าเราไม่แคร์ แต่มันแก้ปัญหาไม่ได้ บางอย่างก็ปล่อยให้มันเป็นไปนั่นแหละ เพราะสุดท้ายมันคือเราที่เป็นทุกข์

แอนนา : พี่อยากเป็นแบบนี้มากเลย แต่พออายุประมาณหนึ่ง มันปล่อยยาก เพราะคนในครอบครัวเราแก่ลงเรื่อยๆ ครอบครัวแฟนก็คงรู้สึกอย่างนั้น เราเลยยิ่งแคร์ในวันที่เรารู้สึกว่ายังมีเขาให้แคร์ แต่ก่อนเขาทักมาถามว่าอยู่ไหนแล้ว ใจพี่จะแบบ…ถามทำไม แต่ก็คิดว่าถ้าวันนี้ไม่มีเขาให้ถามจะเป็นยังไง

บัว : หนูเข้าใจฟีล ถ้าอีกสิบปีหนูก็อาจจะคิดแบบพี่เลย แต่สำหรับหนู ตอนนี้เรากำลังสร้างชีวิตใหม่ให้กับตัวเราเหมือนกัน คือไม่ได้บอกว่าช่างมันไปทั้งหมดนะคะ แต่บางครั้งแค่รู้สึกว่า การเลือกตัวเองมันไม่ได้ผิด สิ่งที่เราต้องการคือชีวิตของเรา เราฟังเขาด้วย แต่สุดท้ายแล้ว เราก็จะต้องการในสิ่งที่เป็นของเรา ไม่ได้คิดว่าเราเห็นแก่ตัวนะคะ เราแค่กำลังเลือกในสิ่งที่เราต้องการ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราแค่นั้นเอง แต่หนูเข้าใจนะ เข้าใจพี่เลย 

ทุกคน : น้องบัวโตมากเลย สมัยก่อนพวกเรายังคิดแบบนี้ไม่ได้เลย
.

ในสมัยหนึ่ง เราจะพูดถึง Forever Love ความรักที่ยั่งยืนและยาวนานตลอดไป กลุ่มนี้ยังเชื่อในเรื่องนี้ และยังหวังอยากจะเจอความรักแบบนี้ไหม

แอนนา : แม่พี่เคยเป็นซิงเกิลมัม แต่แต่งงานกับพ่อเลี้ยงมาได้หลายสิบปีแล้ว ก็เลยมองว่า ขนาดพ่อแม่เรา มันยังไม่ได้มีอะไรที่ forever เลย พี่เติบโตมาโดยมีป้าและแม่เป็นคนเลี้ยง เลยรู้สึกว่า มันไม่มันไม่มีอะไรสมบูรณ์หรือนิรันดร์กาลขนาดนั้น ในจุดหนึ่งรักได้ มันอาจจะมีอีกจุด ที่เมื่อมันมีเหตุผล มี factor บางอย่าง ก็อาจจะทำให้เราเลิกรักกันได้
         
          แต่ก็คงเป็นความหวังนะคะ ที่ทุกคนก็อยากจะคบแฟนไปให้นานที่สุด อยากแต่งงานใช้ชีวิตกับคนนี้ไปจนสิ้นสุดอายุขัย ซึ่งก็ยังเป็นแบบนั้นนะ แต่มองว่าถ้ามันมีเหตุผลให้ความรักต้องจบ และจบด้วยกันได้ดี แล้วแยกทาง แยกย้ายกันไป ก็ยอมรับได้ แต่ heartbreak ไหม ก็คงเสียใจ แฟนหนูจะพูดเสมอว่า แล้วทำไมเราจะต้องเอาตัวตนของเรามาผูกซึ่งกันและกัน ถ้าถึงวันหนึ่งที่คนหนึ่งตายจาก คนหนึ่งหายไป ชีวิตต้องเดินต่อ 

บัว : หนูว่าทุกคนก็คงคาดหวังว่าอยากคบกันไปเรื่อยๆ แต่จะยาวนานแค่ไหน เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะมันเป็นเรื่องของอนาคต วันนี้มันอาจจะไม่มีปัญหา อีก 10 ปีข้างหน้ามันอาจจะเป็นปัญหาที่เราไม่คาดคิดก็ได้ ใครจะรู้ มันมีปัจจัยเยอะมาก

ภัค : คล้ายกันเลยครับ อยากคบยาวๆ ตอนเลิกกับแฟนคนแรก ตอน ม.5 ผมเสียใจมาก เสียใจแบบที่มองไปดูตัวเองตอนนั้นแล้วผมตลกเลยว่าเป็นขนาดนี้ได้ไง (หัวเราะ) แฟนคนนี้คือคนที่ 3 ครับ ผมก็ไม่ได้คาดหวังขนาดนั้นแล้ว คือผมเผื่อใจไว้ก่อนว่าถ้าเกิดขึ้นจะรับมือยังไง มันก็ดีขึ้นครับ และความที่ตอนนี้ความรักของผมเป็นกราฟนิ่งๆ แล้วก็มีขยับขึ้นนิดหนึ่งเหมือนกองทุนต่างประเทศ (หัวเราะ) ตอนนี้ดี ก็ดีต่อไปครับ แต่ถึงวันที่…ก็ขอให้แยกย้ายกันด้วยดีครับ 

เป้ : หนูคบกับแฟนมา 6 ปี นานแล้ว อยู่บ้านเดียวกันมานานตั้ง 5 ปี เจอหน้ากันทุกวัน อยู่ด้วยกันตลอด ถ้าไม่ได้ไปต่อ ก็คงเสียใจ แต่ถามว่าสุดท้ายอยากให้ต่างคนต่างเลือกชีวิตตัวเองไหม คงดีกว่าค่ะ
.
ถ้าอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ดี ‘ทีมช่วยเหลือ’ หรือ support system ที่พวกเราเลือกใช้คือใคร หรืออะไรบ้าง

เป้ : มองว่า สุดท้ายแล้วเราควรกลับมาอยู่กับตัวเอง ชอบอะไร ให้ไปอยู่กับสิ่งนั้น ไปทำใช้ชีวิตเราให้เต็มที่ดีกว่า แต่ถ้ามองจากเพื่อน บางคนก็หาหมอดู แต่ถ้าให้หนูมอง คือมันไม่ได้ช่วยอะไร คือดูตัวเองก่อนค่ะ ตัวเรายังไม่รู้จักตัวเราเลย แล้วหมอดูจะรู้จักได้ไง (หัวเราะ) เพื่อนที่ดู ก็ปล่อยเชื่อไป มันช่วยเขา

บัว : หนูว่าไม่มีใครโอ๋เราได้ดีเท่าตัวเราเอง เพราะไม่มีใครรู้เรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาได้เท่าตัวเรา สุดท้ายแล้ว ถ้าเลิกกันก็คือก็ต้องยอมรับ เพราะเขาก็เป็นเขา เราก็เป็นเรา แล้วถ้าพูดถึง support system เลยรู้สึกว่าก็คือตัวหนูนี่แหละ เราแค่ต้องการคนที่เข้าใจเรา ยังไม่ได้ต้องการคำสั่งสอนจากใคร (หัวเราะ) คติที่หนูแบบใช้กับตัวเองมาตลอดคือ ยิ่งเราหาคำตอบว่าทำไม จะกลายเป็นเราเองที่ยิ่งเสียใจ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ หนูเชื่อว่าหนูเป็นคนที่บอกตัวเองได้ 

แอนนา : เคยผ่านจุดที่ตั้งถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าทำไมเยอะมากตอนเลิกกับแฟนเก่าใหม่ๆ เลย depress เลยนอนไม่ได้ ผอมลง แต่เราไม่รู้เลย จนคนรอบข้างมองมา ถามว่าทำไมผอมลง ตอนนั้นเราไม่เชื่อหรอก ไม่ได้มาดูตัวเองเลย เลยรู้สึกเหมือนน้องๆ ทุกคนว่า ไม่มีใครดีกับเราได้เท่าตัวเราที่ดีกับเราเอง ถ้าเรายังไม่เริ่มรักตัวเอง จะไม่มีทางที่จะ move on ไปจนถึงจุดอื่นได้เลย สิ่งที่ทำในช่วงเวลานั้นเลยกลายเป็นการบล็อกทุกอย่าง บล็อกแฟนเก่า อันเฟรนด์เพื่อนแฟนเก่าทุกคน ซึ่งเพื่อนของแฟนเก่าตอนหลังกลายมาเป็นเป็นเพื่อนสนิทในปัจจุบันนะคะ (หัวเราะ) ก็ยังมาถามกันว่า ตอนนั้นบล็อกกันทำไมนะ ทั้งที่ก็เป็นเพื่อนที่ดี แต่ตอนนั้นคือต้องทำ เพราะต้องดูแลตัวเองก่อน
         
          ต่อมาก็คือการตั้งคำถาม แต่ทีนี้เป็นการตั้งคำถามกับตัวเอง คำถามที่ตัวเองตอบได้ ไม่ใช่คำถามที่ตัวเองถามคนอื่น เช่น ถามว่าทำไมใช้ชีวิตแบบนี้ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปแล้วอีก 10 ปี ข้างหน้า จะเป็นยังไง มันเลยเป็นจุดเปลี่ยนค่ะ เปลี่ยนเมื่อคำถามเปลี่ยน และ support system ที่เป็นคน เข้ามาในช่วงนั้นพอดี คือแฟนคนปัจจุบันค่ะ เขาเข้ามาเป็นที่พึ่งทางใจ ตอนนั้นบอกเขาไปว่าไม่อยากมีแฟนเลย มาทำไม เขาบอกว่า ไม่เป็นไร เขาอยู่เป็นโสดไปด้วยได้ ไม่ได้อยากอวดนะคะ (หัวเราะ) แต่มันคือคำพูดที่หนูรู้สึกว่า โอ้โห emotional support คนที่ช่วยทางใจเรามันคือแบบนี้ เขาก็ช่วยดึงสติ พาเราออกไปใช้ชีวิตค่ะ  

ภัค : ผมเคยเลิกกับแฟน ช่วง ม.5-ม.6 ครับ ของพี่แอนนาเมื่อกี๊จะเมื่อกี้ครับจะเป็นแบบ internal (ภายใน) ใช่ไหมครับ ของผมมันจะเป็นค่อนข้าง external (ภายนอก) เลย ผมเป็นคนกิจกรรมเยอะ อยู่กับเพื่อน ความที่อยู่โรงเรียนประจำด้วย ตื่นมาก็เจอเพื่อน กินข้าวก็เจอเพื่อน อาบน้ำก็อาบกับเพื่อน มือถือก็เล่นได้จำกัด มันมีความจำกัดของมันครับ เพราะฉะนั้น ตอนเลิกกับแฟนเลยเศร้าแป๊บเดียว อยู่กับเพื่อน เลยไม่มีช่วงให้เหงา ชีวิตเป็นวัฏจักรครับ อยู่กับเล่นกีฬา เล่นดนตรี ซัพพอร์ตกันครับ


รุ่นนี้ มีคนรักแล้ว ยังอยากมีลูกอยู่หรือเปล่าคะ

แอนนา : อยากแต่ง แต่ไม่อยากมีลูกค่ะ แฟนก็ไม่ได้อยากมี เพราะมองว่าจะเลี้ยงใครสักคนให้ดีมันยากมากเลย ขนาดเราว่าพ่อแม่เลี้ยงมาดีแล้ว แต่ชีวิตพี่ยังระหกระเหิน เพราะมันมีปัจจัยภายนอกเยอะมาก เพื่อนเอย คนรอบข้างเอย คือคิดว่าถ้าตัวเองรอด ลูกก็คงรอดแหละ คงได้พันธุกรรมแม่ไป (หัวเราะ) แต่การจะเลี้ยงใครสักคนหนึ่งให้ใช้ชีวิตได้สบาย มีพร้อม แบบที่ถ้าอยากจะไปกินอะไรแล้วแล้วพ่อแม่พาไปกินได้เลยนี่มันยาก ในยุคทุนนิยมที่เรายังต้องทำงาน  มันยาก
         
          อีกเรื่องที่ simple มากเลยก็คือ พี่พูดกับแฟนว่า “เธอรู้ไหม เหตุผลที่ฉันไม่อยากมีลูกเพราะอะไร ก็ขนาดลูกชิ้นในชาม ฉันยังไม่อยากแบ่งให้ใครกินเลย” ขณะที่มองย้อนกลับไปที่พ่อแม่เรา บอกอยากกินลูกชิ้น เขาจะหยิบมาให้เรา แล้วเขาก็กินเส้นกับผักของเขาไปในชาม นับถือใจแม่เลยที่เขาสามารถแบ่งสิ่งที่ในอดีตเขาอาจจะชอบกินก็ได้ให้กับให้กับคนที่เขารัก แต่ตอนนี้ สร้อยคอ เสื้อผ้าแพงๆ ยังอยากซื้อให้ตัวฉันเองอยู่ค่ะ แล้วก็ยังอยากไปเที่ยวกับอีกหลายๆ ทริปกับแฟน ยังไม่อยากแบ่งความรักที่มีให้กับใคร เพราะถ้ามีลูก เขาควรจะเป็น first priority เป็นสิ่งที่มาก่อน อาจจะดูว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่ยังไม่อยากแบ่งลูกชิ้นในชามที่เราชอบกินมากๆ ให้กับใครตอนนี้ค่ะ

เป้ : สำหรับหนู เรื่องเพศสภาพอาจจะต่างด้วย และความคาดหวังของแต่ละบ้านก็ต่างกัน บ้านหนูไม่คาดหวังอยู่แล้ว ต่อให้หนูเป็นลูกคนเดียว เขาก็ไม่ได้คาดหวัง อย่างฝั่งบ้านแฟน อาจจะโดนคาดหวังมากกว่า แต่ถ้าถามส่วนตัว เขาก็ไม่ได้อยากมี แต่สุดท้ายแล้ว หนูก็คิดว่าคนเรามันต้องแคร์ตัวเอง การมาบอกว่าอยากจะมีให้พ่อ อ้าว แล้วมีขึ้นมา พ่อไม่อยู่จะทำไง ใครเลี้ยง (หัวเราะ) จะไปคิดเพื่อคนอื่นอย่างเดียวไม่ได้ และมองว่าว่าเรื่องใหญ่สุดคือปัญหาเศรษฐกิจด้วย บางทีตัวเราอาจจะไม่ได้มีพอที่จะเลี้ยงใครสักคน เลี้ยงตัวเองยังไม่รอดเลย จะไปเลี้ยงใครคะ 

ภัค : ผมอยากมีครับ แต่อยากมีในวันที่ผมต้องค่อนข้างประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วประมาณหนึ่งครับ ผมอยากให้เขาเกิดมาแล้วสบาย อย่างกรณีลูกชิ้นในชามของพี่แอนนา ถ้าเป็นผมในภาพตรงนั้น ผมต้องแก้ปัญหาด้วยการสั่งลูกชิ้นเพิ่มได้ (หัวเราะ) มันต้องเป็นนั้นครับ คือมีตอนที่พร้อมน่าจะเติมเต็มเรามากๆ แบบที่เราเลี้ยงเขาแล้วสนุกไปกับชีวิตแล้ว ผมชอบกิจกรรม จินตนาการว่าได้ไปเล่นกีฬากัน ทำกิจกรรมด้วยกัน 

บัว : อยากมีลูกค่ะ แต่ว่าต้องเป็นวันที่รู้สึกว่าสิ่งที่ตั้งใจอยากทำ หนูทำไปหมดแล้ว ซื้ออะไรก็ซื้อได้แล้ว ไปเที่ยวกับแฟนจนพอแล้ว พร้อมแบบที่ท้องได้ 9 เดือน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงาน หรือถ้าทำงานก็ไม่ควรต้องมานั่งกังวล การมีครอบครัวนี่เป็นหนึ่งในความฝันเลยนะคะ หนูอยากเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้มีความสุข อยากให้เขามีครอบครัวที่พร้อม แต่หนูต้องประสบความสำเร็จก่อน ต้องมีเงินพอที่จะดูแลเขา ให้เราเต็มที่กับเขามากที่สุด และก็ไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกว่าเราต้องไปเสียสละเพื่อใคร เพราะถ้ายังไม่พร้อม ยังมีไม่พอ ยังตอบสนองกิเลสตัวเองไม่ได้ หนูกลัวจะรู้สึกว่าเขาเป็นภาระ แล้วจะไม่สามารถรักเขาได้อย่างเต็มที่ เด็กหนึ่งคนมันไม่ใช่แค่เรื่องเงินด้วย เขาต้องการการสนับสนุนด้านจิตใจด้วย ไม่ใช่ว่าให้เงินอย่างเดียวได้ หนูไม่อยากบาป ไม่อยากสร้างปมให้เขา
.

จากบทสนทนาที่ผ่านมา เหมือนพวกเราได้มีโอกาสฟังและสะท้อนเรื่องราวของตัวเองจากหลายมุมเลย คำถามนี้คือ แล้วพวกเราคุยกับตัวเอง สะท้อนกับตัวเองบ้างไหมคะ

แอนนา : พี่คุยกับตัวเองทุกวัน เพราะตัวเองมีหลายบทบาท บทบาทแฟน บทบาทลูกสาว บทบาทหลานสาว บทบาทการเป็นพนักงานออฟฟิศ บทบาทการเป็นลูกน้อง เป็นคนที่ต้องแก้ไขปัญหา เลยทำให้คุยกับตัวเองทุกวัน เช่น วันนี้ถ้าเกิดเรื่องไม่ดีก็จะคุยว่า ‘วันนี้เราทำเต็มที่หรือยัง และก็จะบอกตัวเองว่า ทำเต็มที่แล้วนะ’ คือทุกคนที่รู้จักอาจจะคิดว่าพี่เป็นคนไม่ซับซ้อน มั่นใจมาก แต่จริงๆ ในภายใน บอกได้เลยว่าความมั่นใจนั้นมันซ่อนความรู้สึกกลัวและ pain (ความเจ็บปวด) อยู่ด้วย ดังนั้น เลยจะคุยกับตัวเองเสมอ จะพยายามไม่ judge ว่าฉันทำไม่ดี แต่คุยกับตัวเองเสมอว่า ‘ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็มีเรื่องใหม่มาให้แก้’ คนทำงานมีปัญหาให้เข้ามาแก้ทุกวัน เราเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น human มัน error กันได้ อันนี้คือร่างที่มีสติ (หัวเราะ)

          ส่วนร่างที่ไม่มีสติก็คือ คุยกับตัวเองว่า ‘วันนี้ทำอะไรลงไปวะ ทำไมถึงเป็นคนไม่น่าไม่น่าคุยด้วย หรือไม่น่าไม่น่ารักเลย’ เสร็จปุ๊บก็จะบอกตัวเองว่า ‘เออ พรุ่งนี้ตื่นมาก็มีสติให้มากขึ้นนะ มั่นใจกับตัวเองให้มากขึ้น’ หลักๆ เป็นการคุยเพื่อทำให้มีแรงใจในการทำงาน 

ภัค : ส่วนใหญ่การคุยกับตัวเองของผมจะมันเกิดจากความเครียดครับ บางทีกังวลกับอนาคต อย่างที่บอกว่าแม่ผมเป็นซิงเกิลมัม ที่บ้านอยู่กับยายกับแม่ แล้วผมอยากให้แม่เกษียณซะที อยากให้แม่สบาย ผมเป็นลูกคนเดียว เลยจะคิดตลอดว่า เราจะทำยังไงให้เขาวางมือเร็วๆ เราจะช่วยธุรกิจที่บ้านยังไง ก็พยายามศึกษาดูงานที่บ้าน ซึ่งมันเพิ่งมาเป็นช่วงใกล้เรียนจบนี่เองครับ คือผมอยากเตรียมพร้อมไว้ก่อนที่จะลงสนามจริงนะครับ แต่ก็ไม่ ไม่ได้ self-doubt หรือเครียดจัดอะไรแบบนั้นนะครับ แค่อยากเตรียม 

บัว : หนูจะทะเลาะกับตัวเองบ่อย (หัวเราะ) เพราะไม่มีใครเข้าใจหนูเท่าเข้าใจตัวเอง คือเถียงกับใครก็ไม่สนุกเท่าเถียงกับตัวเอง เพราะเรารู้ในใจว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร ไม่ว่าจะมีปัญหาหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ หนูจะคุยกับตัวเองก่อน ไตร่ตรองด้วยตัวเอง 1 ชั้น 2 ชั้น 3 ชั้น นั่งคิดนอนคิด จนเหมือนรู้ด้วยตัวเองว่า อ๋อ อย่างนี้ แล้วค่อยไปถามคนอื่นว่าคิดถูกไหม ไปบอกเขาว่าเราจะทำแบบนี้ 1 2 3 เพื่อนก็จะบอกแบบหนึ่ง พ่อแม่ก็จะบอกแบบหนึ่ง แฟนบอกแบบหนึ่ง แล้วหนูก็จะเก็บทุกอย่าง สุดท้ายมันก็จะได้คำตอบโดยที่เป็นตัวเรา 

          หนูเป็นคนที่ได้ยินเสียงตัวเองชัดมาก และมีหลาย ‘ตัว’ ในตัวเอง หนูจะคิดทั้งวัน ฟังพี่ๆ นี่ก็คิดไปเรื่อย สมมติหนูไปทำอะไรที่ไม่โอเคสักอย่างหนึ่งต่อหน้าคนอื่น ขณะที่รู้สึกในใจว่า เฮ้ย เป็นอะไรเนี่ย  จากตัว 1 ไอ้ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 อาจจะบอกว่า…ไม่เป็นไร ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ คือเป็นตัวโอ๋ แล้วสุดท้ายก็จะใจเย็นลง ถ้าเป็นเรื่องพวก heartbreak นี่ ตัวโอ๋ ตัวปลอบจะมาก่อนตัวที่ว่าตัวเอง ตัวยุเสมอ อาจจะเพราะหนูเป็นคนคิดบวกด้วย  

          แต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็นแบบนี้นะคะ หนูเคยผ่านช่วงที่คิดลบไปหมดทุกอย่าง เป็น depress ไอ้เสียงตัวที่คิดลบมันดังมากๆ แบบ…เอาสิ ทำสิ ทำร้ายร่างกายตัวเองเลย เอาเลย เหมือนมีคนสั่งตลอดเวลา จนมาถึงทุกวันนี้ที่ตัวดีมันแข็งแรง เลยกลายเป็นว่าความคิดลบๆ พวกนี้สู้ไม่ได้ หนูกลายเป็นคนแข็งแรงมาก ก็เลยรู้สึกว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หนูจะขอเอาตัวเองเป็นที่ 1 ก่อน โดนอะไรขนาดไหน ขอเอาตัวเองให้รอดก่อน จะรู้สึกอย่างนี้ ขอทำตัวเองให้สงบก่อน แล้วเราค่อยคุยกัน ค่อยแก้ปัญหา ขอเรื่อง mental health (สุขภาพใจ) มาก่อนอันดับแรก ถ้าใจเย็นแล้ว หนูเชื่อว่าทุกอย่างจะดี การแก้ปัญหาจะดีมาก ดีกว่าตอนที่อารมณ์เสีย มันคือการมีสติ

เป้ : หนูว่าหนูแคร์ตัวเองเยอะอยู่แล้ว แคร์ความสุขของตัวเอง เป็นคนรู้จักตัวเองในระดับหนึ่ง คนอื่นไม่ได้มีผลกระทบกับเราขนาดนั้น แล้วสิ่งที่เพิ่งรู้สึกได้ก็คือ หลังจากช่วงที่ทำธีสิสจบ เราก็มีเวลากลับไปย้อนดูตัวเองในอดีต นึกถึงตัวเองในอดีต รู้สึกว่าเราลืมตัวเองไป นิสัยบางอย่าง ความชอบบางอย่าง ก็เลยพยายามใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น พยายามบาลานซ์ว่าเราชอบทำอะไร อยากทำอะไร เอาสิ่งนั้นมาปรับกับตัวเราที่เปลี่ยนแปลงแล้วในปัจจุบัน ที่มันไม่ได้เหมือนในอดีตแล้ว
.

ข้อสุดท้ายค่ะ อยากพูดเรื่องความรักกับเจนเนอเรชั่นอื่นๆ ยังไงบ้าง

ภัค : ผมอยากพูดกับเจนอัลฟาครับ เพราะผมคิดว่าความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาเยอะขึ้น ผมกลัวว่า…วันหนึ่งคนจะชอบหุ่นยนต์มากกว่าคนด้วยกัน ตอนนี้ผมเห็นเริ่มเห็นคนที่เสพติดการคุยกับแชทแล้วครับ เลยอยากบอกน้องๆ ว่า ผมไม่อยากให้เขาอยู่ในอยู่กับเทคโนโลยีมากเกินไปจนสูญเสียความเป็นมนุษย์ครับ ถ้าเรากลับมาที่ตัวเอง ที่ความเป็นมนุษย์ เราจะมีความรักที่สามารถปรับไปพร้อมกับยุคนั้นได้ครับ 

แอนนา : อย่าผิดหวังจนเกินไปมั้งคะ เพราะไม่มีอะไรผิดทั้งหมด แล้วก็ไม่มีอะไรถูกทั้งหมดในโลกใบนี้ ความจริงก็ไม่ได้มีแค่ชุดเดียว เลยอยากบอกว่าทุกการตัดสินใจของคุณไม่มีผิดไม่มีถูก เมื่อตัดสินใจแล้ว ผลเกิดขึ้น จงยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว move on ไปข้างหน้า ไม่อยากให้จมกับความเสียใจกับการรู้สึกว่าสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้วมันอาจจะไม่ได้ดีที่สุด  เช่น เราไม่ควรตัดสินใจแบบนั้นเลย ไม่ควรรักคนนี้เลย อยากให้เชื่อว่าเมื่อนั่นคือนั่นคือรักที่เราลงใจไปแล้ว ถ้ามันจะไปต่อกันไม่ได้ ก็แค่ยอมรับว่ามันไปต่อไม่ได้ แต่ตัวเราเองต้องไปต่อกับตัวเราเองให้ได้ การรักตัวเองเป็นเรื่องแรกที่คุณควรจะต้องหันมามอง เพราะคุณจะอยู่กับคุณไปจนตาย 

เป้ : อยากบอกกับคนที่โตกว่าว่า เราต้องอย่าลืมรักตัวเอง นอกจากรักแฟน รักลูก รักเพื่อน รักใครก็ตาม เราต้องอย่าลืมรักตัวเอง เพราะมันสำคัญ ชีวิตหนึ่งเกิดมาต้องใช้ให้คุ้ม ไม่ว่าจะในด้านไหนก็ตาม ไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดีในสายตาคนอื่นหรือไม่ แต่ถ้าเราเต็มที่ เราก็จะยอมรับผลของการกระทำในทางที่เราตัดสินใจได้

          ส่วนถ้ากับเจนที่เด็กกว่า มองว่าการศึกษาไทยต้องสอนเรื่องความสัมพันธ์ไปมากกว่านี้ ต้องสอนในหลายมิติด้วย คือทุกวันนี้เราไม่ได้มีแค่เพศชายกับหญิง ไม่ได้มีความสัมพันธ์ หรือมีเซ็กส์แค่รูปแบบเดียว การป้องกันต้องสอนทุกรูปแบบ เพราะรูปแบบความสัมพันธ์มันมีหลากหลาย ทุกอย่างควรโดนสอนในระบบการศึกษา เช่น เราน่าจะได้คุยกันว่าการมีความสัมพันธ์ระยะสั้นไม่ได้ผิด เราต้องมีมุมมองใหม่ว่า short-term มันไม่ได้ผิด และเราไม่จำเป็นต้องหาแต่ความสัมพันธ์ long-term หรือระยะยาวๆ เท่านั้น
         
          ชีวิตนี้เราเลือกความสุขของเราเองได้ แล้วก็เลือกความสัมพันธ์ที่เราอยากมีเองได้ อย่าเอากรอบความคิดว่าชีวิตเราต้องเป็นรักโรแมนติกเท่านั้น เราจะต้องเป็นคู่กันตลอดไป มีกันแค่ 2 คน ไม่ใช่ เพราะเดี๋ยวนี้ 3 คน ก็มี 4-5 คน ก็ได้ เพราะความสัมพันธ์มันมีหลายรูปแบบมากๆ อยากให้ทุกคนเรียนรู้ตรงนี้ เพราะไม่ใช่คนจะเข้าใจตรงนี้ทุกคน เราอยู่ใต้กรอบความคิดบางอย่างจนเราลืมมองไปว่ามันมีอีกหลายอย่างนะที่ต้องเรียนรู้

บัว : อยากบอกคนรุ่นหนูนี่แหละค่ะ และคนที่เด็กกว่าด้วยว่า ความรักไม่ต้องรีบ ค่อยๆ คุย ค่อยๆ พูด เราต้องค่อยๆ เรียนรู้กันไป เพราะชีวิตเราอีกยาวไกล แค่นั้นเลย เพราะหนูรู้สึกว่า ถ้าจะไปพูดกับคนที่แก่กว่า มันไม่ได้อยู่ที่เรา ทุกคนเข้าถึงโซเชียลมีเดียทั้งหมด แต่อยู่ที่ว่าเขาจะฟังเสียงของเราไหม เลยรู้สึกว่า ยิ่งไปพูดต่อหน้าเขาเท่าไหร่ มันจะเหมือนว่าเป็นเด็กก้าวร้าว เลยรู้สึกว่าไม่จำเป็นมัน และหนูเชื่อว่าทุกคนมีทางเลือก มีวิธีการใช้ชีวิตให้สวยงามมากมายเลย
.