เรื่อง : Rivers
ภาพ : กองบรรณาธิการ Awake 1525
“ทำยังไงให้คงความสัมพันธ์ไว้ได้นานขนาดนี้อะ”
ไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสไปร่วมกินข้าวกับเพื่อนมหาวิทยาลัย คำถามเมื่อครู่โผล่ขึ้นมาเสมอเมื่อผมและคนรักร่วมวงกับเพื่อน เพราะเราทั้งคู่คบหากันมาตั้งแต่ตอนอยู่ปี 2 รวมๆ เราคบกันมาได้ 7-8 ปีแล้ว ตัวเลขเหล่านั้นอาจจะต่ำสำหรับหลายคู่ แต่เมื่อเทียบว่าเพื่อนในรุ่นคบกันรักๆ เลิกๆ หรือไม่เคยมีแฟนเลย ตัวเลขดังกล่าวฟังดูเหมือนคนที่ ‘นิ่ง’ ในความสัมพันธ์ไปแล้ว บ้างก็มองว่าเป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ด้วยซ้ำ
คำตอบของผมและคู่ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางปกติที่ใครๆ ก็คงเคยจะได้ยินมาแล้ว “เราเป็นคนใจเย็นทั้งคู่” “ฟังกันมากๆ” “เอาใจเขาใส่ใจเรามากๆ” อะไรแบบนั้น ผมไม่รู้ว่าคำตอบของผมฟังดูเป็นยังไงสำหรับเพื่อน แต่ถ้าเป็นผมคงผิดหวัง มันเหมือนกับว่าท้ายที่สุดคำแนะนำก็คือ ‘สิ่งที่ใครๆ ก็รู้’ ไม่มีเทคนิกพิเศษ ไม่มีปรัชญาเปลี่ยนชีวิต ไม่มีเคล็ดลับ และไม่มีความลับ
แต่จริงๆ จะเรียกว่าไม่มี ‘ความลับ’ เลยก็คงไม่ถูกนัก ผมอาจจะแค่ไม่เคยพูดออกไป เพราะการพูดทำให้บางสิ่งชัดเจนเกินไป แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้หลายรายละเอียดสำคัญขาดหายไป บางทีการรู้จักกับคนที่ฟังมากไปก็ทำให้ ‘เขิน’ (หรืออาย?) เกินกว่าที่จะพูดบางอย่าง หรือไม่บางความลับก็อาจเจ็บปวดเกินไปที่จะพูดออกไปให้คนข้างๆ ได้ยิน
นั่นคือข้อดีของการเป็นนักเขียน หลายครั้งเหลือเกินที่คำพูดหลายคำที่ติดค้ำในลำคออาจหลุดออกมาได้อย่างง่ายดายเมื่อมันออกมาจากปลายนิ้วที่พิมพ์ไปบนพิมพ์ดีด เช่นนั้นแล้ว ผมขอใช้พื้นที่และโอกาสตรงนี้พูดเกี่ยวกับความรักในแบบที่ไม่ค่อยได้พูด
.
แล้วใครกันคือผู้เชี่ยวชาญด้านความรัก?
ความยากของการพูดเรื่องความรักในรูปแบบบทความที่กึ่งต้อง ‘ทางการ’ คือการต้องนั่งคิดว่าใครกันคือคนที่จะสามารถเรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญเรื่องความรักได้ ใครคือแหล่งข่าว งานเขียนทางวิชาการไหนจะอธิบายความรักได้ นักวิทยาศาสตร์ที่บอกว่ารักคือปฏิกิริยาเคมี หรือว่านักแต่งเพลงที่เขียนถึงรักของตัวเองให้คนนับล้านฟัง หรือจะเป็นไลฟ์โค้ชผู้มักสถาปนาตัวเองเป็นผผู้เชี่ยวชาญในแง่มุมต่างๆ ของความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว
ในความเป็นจริง ไม่มีใครทั้งนั้นที่จะเป็นหนึ่งเดียวผู้ถือคำตอบว่าความรักคืออะไร และเราต้องจัดการมันยังไง เพราะรักนั้นทั้งซับซ้อนและเรียบง่ายกว่าคอนเซ็ปต์ต่างๆ ที่ผู้คนใช้นำมาอธิบาย และรักของแต่ละคนต่างก็ไม่เหมือนกัน แค่เราคนเดียวก็แตกต่างจากเพื่อนและไม่เหมือนใครแล้ว ความรักซึ่งเป็นเรื่องของคนสองคน (หรือมากกว่านั้น) ย่อมแตกต่างหลากหลายเข้าไปอีก จนการจะพยายามนิยามมันด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
เช่นนั้นเราจะเริ่มอย่างไร ในความเห็นของผม หากเราไม่สามารถหาสิ่งที่เป็นผู้มีอำนาจตัดสิน (Authority) ได้อย่างแท้จริง สิ่งที่ดีใกล้เคียงกัน คือหาผู้ที่มองความรัก ‘กว้าง’ กว่าใคร และก็คือชาวกรีกนั่นเอง
ในขณะที่คำว่ารักของเราโดยปกติมีคำเดียว ชาวกรีกมีคำเรียกคำว่ารักหลากหลายแบบ โดย C.S. Lewis นักเขียนคริสเตียนตีความรักทั้งสี่ออกมาดังนี้:
1. Agape – รักไร้เงื่อนไขที่เรามีให้แก่เพื่อนมนุษย์
2. Phillia – รักแบบฉันมิตร
3. Storge – รักธรรมชาติแบบที่ครอบครัวมีให้กัน
4. Eros – รักอย่างเสน่หา
โดยในตำราหลังๆ เริ่มมีการเพิ่มมาเป็นเจ็ดรูปแบบ นั่นคือ Ludus รักแบบเล่นๆ Pragma รักมั่นคงแบบเน้นการใช้งานจริง และ Philautia รักที่เรามีให้แก่ตัวเอง
อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะคิดว่ารักที่เราจะต้องพูดถึงในวันนี้คือ Eros ใช่หรือเปล่า เพราะว่านั่นคือรักที่เราเชื่อมโยงกับการมีแฟนมากที่สุด
จริงๆ การแบ่งประเภทรักนั้นมีรายละเอียดยิบย่อยกว่านั้น (อย่างน้อยก็ในการตีความส่วนตัวของผม) เพราะว่าการแบ่งประเภทนี้ไม่ได้ทำหน้าที่บอกว่า ‘เรารักใคร’ แต่เป็นการบอกว่า ‘เรารักอย่างไรได้บ้าง’ มากกว่า นั่นหมายความว่า เราสามารถรักคนคนเดียวได้ด้วยรักทั้งเจ็ดรูปแบบเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาจจะห้วงเวลาที่เจอกัน จำนวนปีที่ได้ใช้ด้วยกัน ความสนิทสนม สังคมที่เหมือนหรือต่าง ฯลฯ
อย่าง Storge ที่ว่าคือรักแบบครอบครัว ก็ไม่ได้หมายความว่ามันคือรักที่เรามีให้คนในสายเลือดเดียวกันเท่านั้น แต่คือรักใดๆ ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น เวลาเราเอ็นดูเด็กน้อยคนหนึ่งที่เราไม่เคยรู้จัก หรือเมื่อใจของเราอ่อนระทวยเวลาเห็นหมาและแมวน้อยๆ เดินเข้ามาอ้อน ขณะที่ Agape รักแบบไม่มีเงื่อนไข ที่ C.S. Lewis ตีความว่าคือ ‘Divine Love’ หรือความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า เนื่องจากศาสนาของเขา ก็ต่างจากของผมที่อยู่ในสังคมชาวพุทธเป็นหลัก
ความสัมพันธ์ที่ผ่านๆ มา ผมเคยอยู่กับรักที่ผสมผสานระหว่างรักเสน่หาและรักเล่นๆ บางครั้งก็อยู่กับรักที่ต้องชั่งตวงระหว่างความจำเป็นแบบ Pragma และเสาะหาคุณค่าตัวเองแบบ Phiilautia หรือเจ็บปวดกับการวิ่งตาม Eros เพราะไม่มีหวังที่จะทำให้รักหนึ่งกลายเป็นสัมพันธ์ยืนยาวได้เนื่องจากปัจจัยทางเวลา และอีกมากมาย
ในความสัมพันธ์ 7-8 ปี ของผมนี้ ผมคิดว่าน่าจะผ่านรักทุกแบบมาแล้ว ทั้งความรู้สึกถูกชะตาครั้งแรกจากรอยยิ้มของเขา การใช้เวลาเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่สองปี การรักกันโดยไม่มีเงื่อนไขต่อกันและกันในยามที่ทั้งคู่ต่างล้มลง สองสามเดือนแรกที่ทุกอย่างถูกฉาบทาเป็นสีส้มโรแมนติกของพระอาทิตย์ยามเย็น การอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ และปรับตัวเข้าหากันให้ยืนระยะได้
อย่างงั้นก็ปิดคดีแล้วหรือเปล่า ชาวกรีกนี่เองคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องความรัก
คงพูดไม่ได้เต็มปาก แม้จะครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางกว่าใคร ตัวอักษรและคำอธิบายก็ยังไม่อาจบอกเราได้เต็มร้อยว่ารักทั้ง 4 หรือ 7 นี้คือคำตอบสุดท้ายของชีวิตรัก
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ต้องขอโควต punchline ของ นาตาลี วินน์ (Natalie Wynn) นักปรัชญารุ่นใหม่ที่ผมชอบที่สุด เธอพูดว่า “ถ้ากวีชาวเอโอเลี่ยนไม่สามารถบอกฉันได้ว่ารักคืออะไร ฉันก็คงไม่รู้แล้วแหละว่าต้องไปถามใคร” ในมุมมองของเธอ กวี (โดยเฉพาะกวีชาวกรีก เช่น แซฟโฟ) คือกลุ่มผู้คนที่เข้าใกล้ความจริง (Truth) ของความรักมากที่สุด เพราะพวกเขาเปิดรับในรสหวานและขมของรัก และพร้อมจะกระโดดลงไปหามัน ไม่ใช่คนที่มองรักอย่างลดทอนหรือมองมันด้วยความกลัว
นั่นเองอาจคือคำตอบ แก่นของการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความรักอาจไม่ได้มาจากการ ‘รู้’ ว่ารักคืออะไร หรือรู้ว่าต้องทำอะไรให้มีรัก แต่คือการยอมให้ตัวเอง ‘รู้สึก’ ไปกับแง่มุมต่างๆ ที่หลากหลายของความรัก ความรักซึ่งไม่เหมือนกันและแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ของแต่ละคน
เช่นนั้น อาจเรียกได้ว่าเรานั่นเองคือผู้เชี่ยวชาญด้านความรักของเรา แม้ว่าเราจะเป็นคนที่กำลังนอนจมกองน้ำตากับรักที่ไม่เป็นใจ หรือตามไม่ทันว่า Situationship ของเรากำลังเป็นยังไงอยู่ การให้ความรู้สึกเหล่านั้นทำงานกับเราอย่างเป็นธรรมชาติและเฝ้ามองมันอย่างจริงใจนั้นก็ทำให้เรารู้เกี่ยวกับรักของตัวเองได้ดีกว่าที่ใครจะมาชี้นิ้วสอน
.
เพราะรักเปลี่ยนไป
ตอนที่ได้โจทย์การเขียนเรื่องรักจากแง่มุมของคนที่โตแล้วและอยู่ในความสัมพันธ์ยาวนานมา สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือ ‘อะไรกันนะคือสิ่งที่เราเคยกลัวที่สุดในความสัมพันธ์?’
คำตอบคือการที่เราจะต้องพูด หรือถูกพูดใส่ว่า ‘เธอเปลี่ยนไปมาก’
ตอนยังเด็กกว่านี้ ผมรู้สึกว่าผม (และอาจจะอีกหลายๆ คน) ตามหาสิ่งที่เรียกว่า ‘รักสุดท้าย’ อยู่เสมอ รักที่นิ่ง สงบ ไม่เปลี่ยนแปลง หาคนที่อยู่ด้วยแล้วไม่มีอะไรต้องผิดใจกันเลย เราจะแต่งงาน จะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า และไม่มีความเสี่ยงที่จะต้องไปเริ่มใหม่กับใครอีก
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด ความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งเดียวที่แน่นอนสำหรับเรา แต่ทุกคนหวาดกลัวมันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีหรือแย่ หลักๆ แล้วมาจากปัจจัยทางจิตวิทยา เช่น ความกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้ ความรู้สึกสูญเสียการควบคุม หรือการที่ความเปลี่ยนแปลงอาจหมายความได้ถึงตัวตนที่ไม่มั่นคง
ตัวผมเองอาจจะโหยหารักแบบนั้นเป็นพิเศษ เนื่องจากอดีตเคยตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่ตกเป็นเป้าการครอบงำทางอารมณ์และเคยอยู่ในความสัมพันธ์ที่รุนแรงมาก่อน ความโหยหานั้นเองทำให้ผม ‘Overcorrect’ ไปไกลเกิน จากที่เคยอยู่ในความสัมพันธ์สามวันดีสี่วันไข้และต้องลุ้นตลอดเวลาว่าวันไหนจะมีอะไรให้ทะเลาะ ผมปั้นความสัมพันธ์ใหม่ให้นิ่งเงียบมากที่สุด
“เราสองคนใจเย็นกันทั้งคู่ คบกันมาแทบจะนับครั้งที่ทะเลาะกันได้เลย”
คำตอบคลาสสิกของเราทั้งสองคนเวลาเพื่อนถามว่าทำไมอยู่กันได้ยาวแบบนี้ ในทางหนึ่ง การไม่ทะเลาะหมายถึงความนิ่งและความคาดเดาได้ มันฟังดูชวนฝัน มันฟังดูโรแมนติกเหลือเกินที่เราเป็นผู้โชคดีที่เจอ ‘Happily Ever After’ ของตัวเอง และมันเป็นเหมือนระดับความสัมพันธ์ที่ใครๆ ก็ควรไปให้ถึง
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ ‘ความเหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลง’ นี้ มีคลื่นใต้น้ำบางอย่างอยู่ มันไม่ใช่ว่ารักของเราไม่เปลี่ยนแปลง แต่เพื่อคงความสงบที่ใฝ่หา เราทั้งคู่ต่างมองข้ามหลายอย่างไป มองข้ามความเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงใจ แม้กระทั่งมองข้ามความต้องการของตัวเอง แล้วใช้ข้ออ้างว่า ‘เราเข้าใจ’ เพื่อจะทำอย่างไรก็ได้ให้รักครั้งนี้สงบนิ่งที่สุด
เมื่อสองปีที่แล้ว การแสวงหาความสงบที่ ‘ผิดทาง’ ดังกล่าว เกือบจะกลายเป็นจุดจบความสัมพันธ์ของเรา การมองข้ามความเปลี่ยนแปลงและความต้องการของตัวเองกลับสะสมเป็นตะกอนในใจของเราทั้งคู่ และวันหนึ่งมันก็ระเบิดออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว
ความรักเปลี่ยนไปเสมอ เราเริ่มจากรักโรแมนติกเหมือนในนิยาย กลายเปลี่ยนเป็นรักที่จริงจังและมั่นคงมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมนำไปสู่รักที่มีหวือหวาน้อยลง เรารักกันอย่างเงียบเชียบเรียบเฉย รักกันในกิจวัตรประจำวัน ส่งรักกันผ่านวิดีโอหมาแมวและความห่วงใยในวันที่เหนื่อยงาน ในความเป็นจริง ผมคิดถึง Eros ของเราเหลือเกิน แต่ความโหยหารักสุดท้ายค้ำคอให้ผมไม่เรียกร้องหามัน
ท้ายที่สุด จะเรียกว่าสายไปก็คงได้ เราคุยกันเกี่ยวกับความคาดหวังของกันและกันในที่สุด และต่างก็สัญญาว่าจะเติมเต็มความต้องการเหล่านั้นที่เรามองข้ามในกันให้ได้ แต่ไม่มีปาฏิหารย์ ท้ายที่สุดหลายอย่างก็เหมือนเดิม เราโตแล้วและรักโรแมนติกของเราก็เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างไปนานแล้ว เป็นเหมือนไม้แก่ที่เราดัดกลับมาไม่ได้ เราอยู่กันได้เพราะเลิกมองข้ามกัน แต่เราต่างไม่อาจควบคุมความเปลี่ยนแปลงและทิศทางของรักได้อย่างแท้จริง นั่นคือหนึ่งสิ่งที่เราต่างต้องเรียนรู้เมื่อเติบโต
หนึ่งในสิ่งที่ผมไม่ค่อยบอกใครเท่าไร คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนคนหนึ่งคงความสัมพันธ์ไว้ได้ ผมไม่บอกเพราะมันไม่โรแมนติก มันน่าเกลียด มันทำร้ายจิตใจ และมันเป็นอะไรที่ไม่มีใครอยากฟัง
ปัจจัยนั้นคือ เมื่อนานวันไป ความรักนั้นสำคัญน้อยลงเรื่อยๆ เราสร้างสิ่งอื่นที่มั่นคงกว่าไว้รอบความสัมพันธ์ เพื่อให้มันยังคงอยู่ต่อไปได้
จากที่วันแรกที่รักเป็นก้อนความรู้สึกก้อนใหญ่อันห่อหุ้มคลุมโลกเอาไว้ให้งดงาม วันนี้มันก็กลับขนาดใหญ่เพียงเท่ากำปั้น เท่าเพียงหัวใจที่บรรจุอยู่กลางอกของเรา สิ่งที่โยงใยเราไว้ด้วยกัน คือโครงสร้างอื่นๆ เช่น ความคาดหวังจากครอบครัว แผนการในชีวิต การหารที่อยู่อาศัยร่วมกัน หรือการเป็นเพื่อนคู่คิดที่รู้จักกันนานเหนือใคร
รักเป็นสิ่งเปราะบางที่เปลี่ยนแปลงไปไม่สิ้นสุด ฝันหวานของการหารักที่ไม่เปลี่ยนแปลงของผมเคยทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่ สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้คือมองรักอย่างเป็นจริง มองให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ว่าจะหวานหรือขม เมื่อนั้นเราถึงจะรู้ว่าต้องเสริมรักด้วยอะไรอย่างอื่นที่มั่นคงกว่า และที่แน่ๆ คือไม่ใช่การมองข้าม
.
รักคือ…
อ่านมาถึงตรงนี้ รักของผมคงฟังดูจืดชืดอย่างพิลึก แต่อย่าเข้าใจผิดไปว่าความสัมพันธ์ของผมนั้นไร้รักและอยู่กันด้วยความจำเป็นเท่านั้น อย่างที่ว่าไปแล้วตอนต้น รักไม่ได้มีแค่แบบเดียว การที่รูปแบบของความรักในความสัมพันธ์หนึ่งเปลี่ยนจากแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบ ไม่จำเป็นว่ามันจะเป็นเครื่องหมายว่าความสัมพันธ์นั้นหมดอายุ ไม่ใกล้เคียงเลย มันคือวิวัฒนาการต่างหาก สิ่งที่เราต้องทำคือโตไปตามมันให้ทัน
หนึ่งในประโยคที่ผมไม่ชอบที่สุดในภาษาไทยคือ ‘คนที่ใช่ไม่ต้องพยายาม’ มันเป็นการทึกทักว่าในโลกนี้มีคนที่เป็นจิกซอว์ที่ขาดหายไปของเราอยู่ และเราไม่ต้องทำอะไรเลยเพื่อที่จะได้รักนั้นมา แค่ต้องรอให้คนที่ตรงกับเราเป๊ะๆ เดินเข้ามาเจอกัน
ในความหมายส่วนตัวของผม รักคือความพยายาม มนุษย์แต่ละคนมีแง่มุมที่แตกต่าง เราต่างมีชิ้นส่วนที่แหลมคมและทิ่มแทงกันอยู่เสมอ ขนาดตัวเราเองยังไม่ชอบตัวเองในบางเวลา นับประสาอะไรกับคนอื่นที่ต้องมาเห็นเราในห้วงเวลาที่ไม่มีใครอื่นได้เห็น และเราก็ต้องเห็นด้านนั้นของพวกเขาเช่นกัน
แม้ว่าความรักจะอยู่ในธรรมชาติของการเป็นมนุษย์ นั่นไม่ได้แปลว่ามันเป็นสิ่งที่ง่ายดาย
หนึ่งในสิ่งที่สวยงามที่สุดในประสบการณ์การมีความสัมพันธ์มาแล้วร่วม 14 ปี (ครึ่งชีวิต ณ ตอนนี้) คือการที่ผมได้มีโอกาสเปิดหัวใจให้คนหลายๆ คนได้เดินเข้ามาปรับเปลี่ยนตัวเองด้วยความไม่ลงรอยกันของมนุษย์ จนเราทั้งคู่กลายเป็นอีกคน คนที่มีรักในแบบของเราเอง บางความรักคงทนถาวร บางความรักเป็นเหมือนไฟที่มอดไปอย่างรวดเร็วแต่งดงาม บางความรักเป็นรักที่เยาว์วัยและหอมหวานตลอดกาล บางความรักมาๆ ไปๆ เหมือนฤดูกาลที่ย้อนกลับมาไม่รู้จบ
ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามาทั้งหมด ความรักฟังดูเป็นสิ่งน่ากลัว มันเป็นสิ่งที่เราไม่อาจรู้จักได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่เรากลับเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง มันเป็นสิ่งเปราะบางไม่คงทน แต่ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้เสมอ ไม่ว่ามันจะอยู่หรือไป และในทางหนึ่ง รักคือความตายรูปแบบหนึ่ง
หนึ่งในสิ่งที่เราใช้จำกัดความตัวตนของเราคือ ‘ขอบเขต’ ต่างๆ ของเรา ตัวอย่างเช่น กรอบครอบครัว นิสัยส่วนตัว กลุ่มสังคมที่ทำงานหรือมหาวิทยาลัย วัฒนธรรมย่อย ฯลฯ และในทางหนึ่ง การมีความรักคือการรุกล้ำขอบเขตเดิมๆ ของเรา การแต่งงานคือการดึงเราออกจากขอบเขตครอบครัวเดิมสู่ครอบครัวใหม่ ในทางกฎหมายและทางศาสนา มันคือเปลี่ยนคนสองคนให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียว แม้แต่เซ็กซ์ การกระทำที่เราทำเพื่อสืบสายพันธ์และหนึ่งในแรงกระตุ้นที่ทำให้เรารู้สึกรัก ก็ยังเชื่อมโยงกับความตาย เพราะในทางหนึ่ง การมีลูกคือการ ‘แทนที่’ ตัวเราด้วยสิ่งมีชีวิตสิ่งใหม่
นอกจากระดับสังคม การมีรักคือสัญญาณความตายของตัวตนเดี่ยวๆ ของเราด้วย เพื่อจะอยู่ร่วมกับคนที่เรารักได้ เราต่างต้องตัดหั่นแบ่งเฉือนบางชิ้นส่วนของตัวเอง เพราะเราต่างเป็นมนุษย์ผู้มีความแตกต่างกันสุดขั้ว บางเวลาเราก็มองส่วนที่ตัดออกไปด้วยความอาวรณ์ บางครั้งเราก็อาจโหยหาจนต้องออกตามหามันกลับคืนมา
แม้ยามที่รักเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัว บ่อยครั้งเราเปิดรับมันอย่างเต็มใจ เพราะความน่ากลัวของรักก็งดงามไปพร้อมๆ กันด้วย ความเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องแย่ บางครั้งชิ้นส่วนที่เราต่างตัดออกไปกลับถูกเติมเต็มด้วยชิ้นส่วนของคนอีกคนที่กอดกันไว้แน่นพอ และหลายๆ ครั้ง ส่วนที่เสริมเติมเข้ามาเหล่านั้นกลับกลายเป็นส่วนที่งดงามที่สุดในตัวของเราด้วย
