เรื่อง : ทยาภา เจียรวาปี
ภาพ : กองบรรณาธิการ Awake 1525
นอกจากบทสัมภาษณ์เรื่องเลเวลของเกมความสัมพันธ์ที่นำเสนอไปแล้ว Awake1525 ยังได้ชวนคุณหมอจอย – อ.พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเจ้าของเพจ MomJoy Channel มาคุยกันถึง ‘สถานการณ์รัก’ ที่เกิดขึ้นในทุกความสัมพันธ์ พร้อมขอคำแนะนำจากจากคุณหมอแบบตรงไปตรงมา เนื่องจากเราเชื่อว่า เมื่อความจริงไม่ได้เป็นไปตามตำรา อาจเป็นเรื่องดี หากจะมีคู่มือหรือแนวคิดบางอย่างมาช่วยให้ข้ามผ่านสถานการณ์นั้นไปได้อย่างมั่นใจขึ้น

Awake1525: ไม่มั่นใจว่าสิ่งที่รู้สึกคืออะไร จะแยกระหว่างความเหงา ความหลง และความรักอย่างไร
ความไม่มั่นใจในความรู้สึก ถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับใครหลายๆ คน ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งสำคัญที่ควรทำคือลองพิจารณาว่าความต้องการที่แท้จริง ณ ขณะนี้ สอดคล้องกับลักษณะความรู้สึกแบบไหน
1. ความเหงา — อยากมีใครสักคนอยู่ข้างๆ
ลักษณะ: อยากให้มีใครอยู่ด้วย ช่วยเติมเต็มความเงียบ หรือความโดดเดี่ยว
จุดเด่น: เน้นการมีอยู่ของอีกฝ่ายมากกว่าและทิศทางของความสัมพันธ์
ความสัมพันธ์: มักไม่ชัดเจน และไม่ได้มองอนาคตร่วมกัน
2. ความหลง — อยากได้ อยากครอบครอง
ลักษณะ: อยากอยู่ด้วยตลอดเวลา คิดถึงมาก อยากให้เป็นของเรา ไม่อยากให้เขาเป็นของใคร
จุดเด่น: ความต้องการควบคุมหรือครอบครองมากกว่าจะเข้าใจและยอมรับอีกฝ่ายอย่างเต็มที่
ความสัมพันธ์: มักเร่งรีบ รุนแรง และไม่มั่นคง
3. ความรัก: อยากเติบโตไปด้วยกัน
ลักษณะ: อยากอยู่ข้างๆ กันในระยะยาว พร้อมเผชิญทั้งทุกข์และสุขไปด้วยกัน
จุดเด่น: มีการให้อภัย การเคารพพื้นที่ของกันและกัน และมีเป้าหมายร่วมกัน
ความสัมพันธ์: มีความมั่นคง อ่อนโยน และเติบโตไปพร้อมกัน
.
Awake1525: ไม่มั่นใจว่ายอมมีเพศสัมพันธ์เพราะเต็มใจหรือเพื่อมัดใจ
จริงอยู่ที่เพศสัมพันธ์อาจจะไม่ใช่ตัวกำหนดว่าความสัมพันธ์จะดีหรือแย่ แต่มันก็มีอิทธิพลไม่น้อยในการสร้างความใกล้ชิดระหว่างคนสองคน จึงไม่แปลกหากมันจะถูกใช้ผิดจุดประสงค์ ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์กับใคร ลองถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆ เพื่อทำความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วคุณพร้อมมีเพศสัมพันธ์ด้วยความเต็มใจ หรือกำลังใช้เพศสัมพันธ์เป็นเพียงแค่พยายามรักษาความสัมพันธ์หรือยื้อใครบางคนเอาไว้เท่านั้น
Q: ถ้าเรามีเซ็กส์กับเขา แล้วเขาหายไปในวันถัดมา เราจะรู้สึกยังไง
A1: หากคำตอบคือ “ก็โอเคนะ เข้าใจว่าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่ง” อาจแปลว่าคุณรับได้และพร้อมมีเพศสัมพันธ์
A2: หากคำตอบคือ “ไม่โอเคเลย จะเสียใจ รู้สึกโดนทิ้ง” อาจแปลว่าเพศสัมพันธ์เป็นเพียงสิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้อีกฝ่ายอยู่กับคุณต่อเท่านั้น และหากทำต่อไปเรื่อยๆ อาจส่งผลเสียในระยะยาว
.
Awake1525: ไม่มั่นใจว่าอยู่ในจุดที่อิ่มตัวจริงๆ หรือแค่เบื่อความสัมพันธ์ในช่วงนั้น
แม้จะกล่าวถึงสัญญาณที่แสดงถึงจุดอิ่มตัวในความสัมพันธ์ไปแล้วข้างต้น แต่บางทีมันก็แยกยากอยู่พอสมควรว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่รู้สึกนั้นมันเป็นความอิ่มตัวในความสัมพันธ์จริงๆ หรือเป็นความเบื่อเฉยๆ
หากเป็นเช่นนั้น คุณอาจจะลองทำตาม 2 ขั้นตอนต่อไปนี้ เพื่อพิสูจน์ให้มั่นใจไปเลยก็ได้ว่าสิ่งที่รู้สึกคืออะไรกันแน่
1. แยกกันอยู่หรือให้พื้นที่กันและกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์
ลองลดการติดต่อกันลง พักจากการเจอกันหรือคุยกันถี่ๆ เพื่อให้ต่างฝ่ายได้มีเวลาส่วนตัวจริงๆ ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องเลิกกันอย่างเด็ดขาด เพียงแต่รักษาระยะห่างในช่วงนั้น
2. สังเกตความรู้สึกของตัวเองในช่วงเวลานั้น
ถ้าคุณรู้สึกว่า ‘คิดถึงอีกฝ่ายมาก อยากกลับไปอยู่ด้วยกันเร็วๆ’ อาจแปลว่ามีความรู้สึกเบื่อหรือมีช่วงที่จูนกันไม่ติดในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่ยังมีความรักและอยากอยู่ด้วยกันอยู่เช่นเดิม ในทางกลับกับถ้าคุณรู้สึกว่า ‘ชีวิตดีมากขึ้นแม้ไม่มีอีกฝ่าย โล่งใจ แฮปปี้ ไม่คิดถึงเลย’ อาจแปลว่าคุณไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์นี้อีกต่อไป และเป็นสัญญาณที่แสดงความอิ่มตัวกับความสัมพันธ์
.
Awake1525: อยากมูฟออนแต่ยังวนลูปซ้ำ
หากคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อยากมูฟออนจากความสัมพันธ์ที่จบลงไปแล้ว ที่ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ก็ยังวนกลับไปคิดถึงซ้ำๆ ไม่สามารถข้ามผ่านไปได้เสียที ถ้าเป็นเช่นนี้ ลองทำ Relationship Detox ง่ายๆ ที่อาจช่วย ‘ดีท็อกซ์ใจ’ ให้คุณค่อยๆ เดินออกมาจากความสัมพันธ์เก่าได้มากขึ้น
1. หยุดตามส่องก่อนคุณนักสืบ
หากยังเวียนอยู่กับภาพเก่า ข้อความเดิม หรือโซเชียลมีเดียของเขา อาจหมายความว่าคุณไม่ได้ติดที่ตัวบุคคล แต่ติดอยู่กับความทรงจำที่เคยมีร่วมกัน จนไม่สามารถไปต่อได้ ดังนั้นควรเริ่มจากกการหยุดส่อง หยุดตามความเคลื่อนไหว หยุดให้ความสนใจอีกฝ่ายเสียก่อน เพื่อลดการย้ำคิดย้ำทำและคิดถึงอีกฝ่าย
2. Save as draft และห้ามส่ง
การเขียนจดหมายหรือไดอารีระบายความรู้สึกหรือสิ่งที่อยากบอกกับอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ต้องส่งไปจริงๆ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ เนื่องจากการเขียนจะช่วยจัดการอารมณ์และเปิดโอกาสให้ได้อธิบายสิ่งที่รู้สึกโดยละเอียด โดยไม่ต้องพึ่งการตอบกลับ
3. ตั้งลิสต์กิจกรรมง่ายๆ ให้ตัวเองทำทุกวัน
นอกจากการพึ่งพาตัวเองตามวิธีการข้างต้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้อาจเป็นการอาศัยทำกิจกรรมอื่นๆ และมีส่วนร่วมกับคนรอบข้างร่วม อาจด้วยการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ให้ตัวเองทำในแต่ละวัน เช่น ปลูกต้นไม้ ดูหนัง หรือไปเที่ยวกับเพื่อน ทั้งนี้ การทำ Relationship Detox จะเห็นผลมากขึ้น หากสามารถทำต่อเนื่องเป็นเวลา 21 วันขึ้นไป เพราะนอกจากจะช่วยเบนความสนใจจากสิ่งที่ยึดติดแล้ว มันยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหากต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมให้กลายเป็นนิสัยในระยะยาว
.
Awake1525: รู้ตัวว่าความสัมพันธ์ไปต่อไม่ได้ แต่ไม่ยอมปล่อยวาง เพราะหวังว่าอนาคตอะไรๆ จะดีขึ้น
หลายครั้งคุณอาจติดอยู่ในความสัมพันธ์กับใครบางคนที่ไม่ได้เติมเต็มความสุขให้คุณเท่าที่ควร ด้วยเพราะเชื่อหรือหวังว่าอีกฝ่ายน่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้ แต่ความจริงคือการเฝ้ารอความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีเป้าหมาย อาจทำให้คุณเสียเวลาและเจ็บซ้ำโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นการใช้คำถามและการสังเกตง่ายๆ ช่วยเช็กดูว่าความสัมพันธ์หรือคู่ของคุณควรค่าแก่การรอให้อะไรๆ ดีขึ้นหรือไม่
Q: 3 เดือนที่ผ่านมา อีกฝ่ายเปลี่ยนอะไรเพื่อคุณบ้าง
A1: หากการสังเกตพฤติกรรมตลอด 3 เดือน ที่ผ่านมาให้คำตอบกับคุณว่า ‘อีกฝ่ายมีพัฒนาการที่ดีขึ้น’ อาจแปลว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้มีสัญญาณที่ดีอยู่ ดังนั้นอาจให้โอกาสอีกฝ่ายในการทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นเรื่อยๆ ได้อีกครั้ง
A2: หากการสังเกตพฤติกรรมตลอด 3 เดือน ที่ผ่านมาให้คำตอบกับคุณว่า ‘อีกฝ่ายไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเลย’ อาจแปลว่าถึงเวลาที่คุณจะเดินออกจากความสัมพันธ์นี้แล้ว เพราะโดยทั่วไปหากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเขายังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ก็มีโอกาสสูงที่ไม่ว่าจะ 3 เดือน หรือ 3 ปีข้างหน้า รอยร้าวในความสัมพันธ์ก็จะยังคงอยู่เช่นเดิม และอนาคตอาจไม่ได้ต่างจากที่เป็นอยู่มากนัก
.
จะอยู่รอดในโหมดคู่อย่างไร ในเมื่อไม่เข้าใจพฤติกรรมการเล่นที่ถูกควร
นอกเหนือจากแนวปฏิบัติในหลายสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในทุกความสัมพันธ์ตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว Awake1525 และหมอจอย ยังรวบรวมพฤติกรรมที่คนรุ่นใหม่มักทำกันเวลามีความสัมพันธ์ โดยแทบไม่ทันตั้งคำถามว่า ‘สิ่งที่ทำ…โอเคหรือไม่’ เพื่อเป็นเช็กลิสต์ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเลี่ยง สิ่งใดควรระวัง และเป็นตัวช่วยในการสร้างความสัมพันธ์ที่เต็มไปความรักและความเข้าใจ ทั้งต่อตัวเองและต่อคนที่เรารัก
Q: เรียกร้องให้ลงรูปหรือแชร์สถานะลงโซเชียลมีเดียตลอดเวลา
A: ควรระวัง – “หากทำเฉยๆ เพื่อให้คนอื่นรู้ว่ามีแฟน มันก็โอเค แต่ถ้าเกิดเป็นการทําเพื่อควบคุมหรือเพื่อพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายรักเราหรือไม่ มันอาจจะเป็นสัญญาณของ insecurity (ความไม่มั่นใจ) ในตัวเองหรือความไม่มั่นใจในความสัมพันธ์นั้นๆ”
Q: ไม่ให้ความชัดเจน ไม่มีสถานะ อาจแค่คุยกันหรือมีเซ็กซ์กันเรื่อยๆ
A: ไม่ควร – “ถ้าเกิดมีเซ็กซ์ไปเรื่อยๆ แน่นอนว่ามันนํามาซึ่งปัญหาทางร่างกายเป็นหลัก ทั้งนี้ถ้าใจเราคิดว่าไม่เป็นไร และคิดว่าเซ็กซ์เป็นเหมือนกิจกรรมคลายเครียดก็โอเค แต่ว่าถ้าเกิดพลาดท้อง หรือติดเชื้อขึ้นมา ก็เลยไม่แนะนํา”
Q: ยื่นคำขาดทุกครั้งเวลามีปัญหา เช่น ขู่เลิกถ้าไม่ทำตามในบางเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการ
A: ไม่ควร – “ทําอย่างนี้บ่อยๆ จะเป็นสัญญาณของการควบคุมทางอารมณ์ (Emotional manipulation) ความสัมพันธ์ จะไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดี และมันจะเป็นการตั้งใจควบคุมหรือตั้งใจทําให้ความสัมพันธ์ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ”
Q: เล่าให้เพื่อนฟังทุกเรื่อง แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ
A: ควรระวัง – “จริงๆ ก็มีสิทธิ์เล่านะ เล่าให้ใครฟังก็ได้ แต่ก็ควรระวังว่าถ้าเพื่อนคนนั้นนําเรื่องนี้ออกไปข้างนอก หรือระวังว่าแฟนของคุณ ซึ่งไม่เคยรับรู้ปัญหาในความสัมพันธ์นี้มาก่อน ดันไปรู้จากเพื่อนคุณขึ้นมา มันก็จะทําให้เกิดความไม่ไว้ใจบางอย่างได้”
Q: ไม่เล่าให้เพื่อนฟังเวลามีคนคุย เพราะกลัวไม่สมหวัง
A: เข้าใจได้ – “เข้าใจได้ เพราะว่ามีหลายคนรอบตัวทำ คือเหมือนกับเขาตั้งใจทํา เพราะต้องการดูให้ดีก่อนว่าเขาโอเคกับความสัมพันธ์นี้จริงๆ หรือไม่ ซึ่งมันก็ทําได้นะ บางคนก็กลัวว่าถ้าเล่าไปแล้วอาจจะมีความคาดหวังจากผู้คนรอบข้างเพิ่มขึ้นมา และเดี๋ยวมันจะกลายเป็นปัญหา เลยคิดว่าทําได้”
Q: เชื่อเรื่องดวง เรื่องดาว จนตั้งความหวังเรื่องคู่มากเกินไป
A: ควรระวัง – “บางคนให้ความสำคัญกับความเชื่อมาก ซึ่งมันก็เชื่อได้นะ แต่อย่าให้สิ่งพวกนี้มันมาแทนปัจจุบันที่เป็นอยู่ หรือว่าวิทยาศาสตร์เกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าไม่เจอใครสักที เพราะต้องการนู่นนี่นั่นมากเกินไป แล้วกลายเป็นว่าไม่ได้ปรับตัวให้เข้ากับคู่”
Q: คุยหลายคนพร้อมกัน เพราะยังไม่ตกลงเป็นแฟนกับใครอย่างจริงจัง
A: เข้าใจได้ – “ถ้ายังไม่ได้จริงจังกัน และตกลงกันว่าความสัมพันธ์นี้มันเปิดเผย ประมาณว่า ‘เออ คุยหลายคนนะ’ ตรงนี้โอเคถ้าเป็นการตัดสินใจร่วมกัน แต่ถ้ามันเป็นการทําลับหลัง อันนี้ก็ไม่ควร”
Q: หนีหาย (Ghosted) ทันทีที่ไม่อยากคุยโดยไม่บอกเหตุผล จนอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
A: ไม่ควร – “เขาบอกว่าการ Ghosted เนี่ย อาจทําให้เกิด PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder หรือภาวะเครียดจากเหตุการณ์รุนแรง) ตามมาเลย ในบางคนถ้าเจอการ Ghosted อาจรู้สึกเหมือเจอเหตุการณ์แบบ “โอ้โห มันระทึก” ซึ่งปกติ PTSD มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเจอเหตุการณ์ที่เรียกว่าเป็นเหตุการณ์ที่อันตรายถึงชีวิต ดังนั้น การ Ghosted เป็นสิ่งหนึ่งที่ทําให้เกิด PTSD ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณอาจจะทําบาดแผลให้คนคนหนึ่งอย่างมากเลย”
Q: รู้ว่าไม่ดี แต่ก็ตัดไม่ขาด กลับไปหาตลอด
A: ไม่ควร – “ถ้าความสัมพันธ์ไม่ดีเนี่ย คงต้องหาสักวันที่เราพร้อมตัดมันให้ขาดจริงๆ ไม่งั้นถ้าวนลูปไปเรื่อยๆ เขาจะเรียกว่าเป็น Trauma addiction (เสพติดบาดแผลทางใจ) จนรู้สึกยึดติดกับความสัมพันธ์แบบนี้ ซึ่งบางทีมันจะทําให้ร่างกายเราชินชากับความเจ็บปวดหรือกับการถูกหมางเมินได้”
