เรื่อง : ทยาภา เจียรวาปี
ภาพ : กองบรรณาธิการ Awake 1525

          หากจะให้เปรียบความรักเป็นอะไรสักอย่าง เชื่อว่ามันคงไม่ต่างอะไรกับเกม บางเลเวลก็ง่ายจนแทบไม่ต้องคิดอะไรให้ยุ่งยาก ในขณะที่บางเลเวลก็ลำบากจนอยากกด quit แล้วเริ่มใหม่ ปัญหาคือ เกมความรักไม่มีปุ่มรีเซ็ต ผู้เล่นอย่างเราจึงทำได้แค่เรียนรู้ระหว่างทางว่าจะเล่นยังไงให้เจ็บตัวน้อยที่สุด และเก็บแต้มเติบโตให้ได้มากที่สุด

          ด้วยเหตุนี้ Awake1525 จึงชวนกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่นอย่าง คุณหมอจอย – อ.พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเจ้าของเพจ MomJoy Channel มาอธิบายวิธีการเล่นของแต่ละขั้นในเกมความสัมพันธ์ ตั้งแต่เลเวลง่ายๆ ไปจนถึงเลเวลที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้เล่นยุคใหม่ วัยราวๆ 20-25 ปี เข้าใจ ว่าตอนนี้กำลังอยู่เลเวลไหน และจะข้ามไปเลเวลต่อไปอย่างไรโดยไม่หลงทาง
.

Level 0 ภาพรวมความรักคนรุ่นใหม่ – ศึกษาสนามก่อนลงเล่นจริง

          หากจะสำรวจทิศทางความรักหรือความสัมพันธ์ในแต่ละเลเวล เราก็ควรจะทำความเข้าใจภาพรวมและเทรนด์ความรักที่เกิดขึ้นกับช่วงวัยนี้เสียก่อน โดยหมอจอย ในฐานะแพทย์ที่ให้คำปรึกษากับวัยรุ่นมาต่อเนื่องหลายปี ให้ความเห็นว่าปรากฏการณ์หรือเทรนด์ที่น่าสนใจของการมีความรักหรือการสร้างความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่มีพัฒนาการที่ต่างจากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะรูปแบบและเป้าหมายในการมีความสัมพันธ์

          “ความรักในช่วงอายุนี้ Gen นี้ มีแนวโน้มที่เปลี่ยนไปมากเหมือนกันค่ะ ถ้าให้ดูจริงๆ เหมือนกับว่ามีความรักแบบไม่ค่อยผูกมัดกันมากขึ้น แต่ก่อนอาจจะเป็นเรื่องของความรักแบบรักเดียวใจเดียว แต่พอปัจจุบันหมอมาทำคลินิกวัยรุ่น ก็จะเห็นว่าน้องๆ มีความรักที่เปลี่ยนไป เช่นมี Open Relationship (ความสัมพันธ์แบบเปิด) มากขึ้น รู้จักหรือเจอกันหลายทางมากขึ้น และก็อาจจะเป็นรักที่ไม่ต้องการการแต่งงานในที่สุด”

          เพราะแนวโน้มข้างต้น คงไม่ได้เกิดขึ้นปราศจากคำอธิบาย ดังนั้นเมื่อถามถึง “สาเหตุที่ก่อให้เกิดรูปแบบความสัมพันธ์เช่นนี้” คำตอบที่ได้ก็เผยให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญหลายประการที่ส่งผลต่อเกมความรักในปัจจุบัน

          “น่าจะมีหลายปัจจัยค่ะ แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าเราสามารถเชื่อมต่อกันได้ มีโอกาสเจอผู้คนมากขึ้น และคนในเจนเนอเรชันนี้เขามาด้วยการรู้จักตัวเอง มีสิทธิ์ มีเสียงในตัวเอง เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองต้องการอะไร จะเข้าใจตัวเองมากขึ้น และก็มองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง”

          เมื่อได้ยินหมอจอยเอ่ยถึง ‘โอกาสเจอผู้คนมากขึ้น’ สิ่งแรกที่โผล่ขึ้นมาในความคิดก็คือ เหล่าแอปพลิเคชันหาคู่และอีเวนต์นัดบอด (Blind Date) ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ในการหาความสัมพันธ์ในปัจจุบัน จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า “การมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการสร้างความสัมพันธ์ในปัจจุบันหรือไม่ ในเมื่อมันช่วยให้เราเข้าถึงคนได้ง่ายมากกว่าเดิม”

          “มีผลค่ะ” คุณหมอตอบทันควัน “อยู่คนละซีกโลก ซีกจังหวัด ยังเจอกันได้ง่าย มันก็มีโอกาสที่จะเจอกันมากขึ้น แต่สิ่งสําคัญที่ตามมาก็คือ รูปแบบความสัมพันธ์ที่อาจจะตื้นกว่าสมัยก่อน หมายถึงว่า พอรู้จักกันปุ๊บ ลองคุยสักพักหนึ่ง ไม่ใช่ก็ตัดทิ้ง ไม่ได้มีการฝึกทักษะการจัดการปัญหา การอยู่ร่วมกันเป็นต้นค่ะ”

          รูปแบบความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่ใช่มุมมองของหมอจอยเพียงคนเดียว เพราะมันสอดคล้องกับผลกการศึกษาและรายงานหลายชิ้น ไม่ว่าจะรายงานชื่อ Tinder’s Future of Dating is Fluid เมื่อปี 2020 ที่ระบุว่าความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z มีแนวโน้มหลุดจากกรอบเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยความสัมพันธ์ยุคนี้ไม่ใช่การพัฒนาความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไปเหมือนในอดีต แต่เน้นความยืดหยุ่นมากกว่า เช่น คุยไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ หรือเน้นความจริงใจมากกว่าความพยายามเข้าหาโต้งๆ หรือผลการศึกษา Beyond Tradition: A study of relationship evolution in Millennials and Gen Z ในปี 2024 โดย South Eastern European Journal of Public Health ก็ระบุว่า Gen Z เปิดกว้างต่อความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดหรือความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ เช่น Open relationship มากกว่า เมื่อเทียบกับคนในเจนเนอเรชัน Millennials ที่ยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในรูปแบบดั้งเดิม อย่างการแต่งงานและสร้างครอบครัว

          ทว่าภาพรวมและสถิติเหล่านั้นก็ไม่ใช่ตัวชี้ชัด 100% ว่าทุกคนในช่วงวัยนี้ล้วนต้องการความสัมพันธ์ที่ในลักษณะนี้เสมอไป เพราะที่สุดแล้วความสัมพันธ์ยังคงเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพียงแต่ภาพรวมเบื้องต้นเหล่านี้เป็นแค่ตัวช่วยให้เราเข้าใจสนามความสัมพันธ์ยุคใหม่มากขึ้น ก่อนที่แต่ละคนจะลงเล่นในเกมนี้ด้วยเงื่อนไขและความต้องการเฉพาะตัวของตัวเอง
.
Level 1 อยากมีความสัมพันธ์ – หมดช่วงเกาะเบาะ ได้เวลารับบทผู้เล่นใหม่

          แม้ภาพรวมและสถิติข้างต้นจะบ่งชี้ว่าคนในช่วงวัย 20-25 ปี ต้องการความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างเปิดกว้าง แต่ก็ใช่ว่าทุกคนในช่วงวัยดังกล่าวจะเคยสัมผัสหรือเคยมีประสบการณ์กับความสัมพันธ์เช่นนั้นเสมอไป มากไปกว่านั้น อาจไม่เคยได้ลองก้าวเข้าสนามความรักเสียด้วยซ้ำ จึงทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า “อะไรคือสัญญาณที่บอกว่าคนคนหนึ่งพร้อมมีความสัมพันธ์แล้ว?”

         “ต้องรู้จักรักและเข้าใจตัวเองมากพอก่อน ถ้าคนหนึ่งรักตัวเอง เขาจะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร อยากมีความสัมพันธ์แบบไหน และพร้อมที่จะปรับตัว คนแบบนี้น่าจะเป็นคนที่พร้อมจะมีความสัมพันธ์ อีกอย่างคิดว่าน่าจะเป็นคนที่กล้าสื่อสาร กล้าพูดในสิ่งที่ต้องการ พร้อมที่จะรับฟังคนอื่น และพร้อมที่จะปรับตัวร่วมกันไป เพราะว่าปัจจุบันหมอรู้สึกว่าคนที่ไปมีความสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้รู้จักตัวเองหรือรักตัวเองมากพอ ความสัมพันธ์จะยึดโยงกับฝ่ายตรงข้ามมาก แล้วมักจะเกิดปัญหาตามมา”

          แต่เพราะจิตใจของมนุษย์ไม่ต่างอะไรกับสเปกตรัมที่หลากหลาย จึงไม่แปลกหากแต่ละคนจะเดินเข้าสู่ความสัมพันธ์ในจังหวะที่ต่างกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็อาจเป็น ‘กลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์โดยไม่ได้รู้จักตัวเองมากพอ’ อย่างที่หมอจอยว่าก็ได้ จนชวนให้สงสัยอยู่ไม่น้อยว่า “เป็นเรื่องปกติหรือน่ากังวลหรือไม่ หากคนบางคนเริ่มหาความสัมพันธ์แม้จะยังไม่พร้อมเต็มที่” ซึ่งหมอจอยก็แยกคำตอบระหว่าง ‘ความปกติ’ และ ‘ความน่ากังวล’ ไว้ให้อย่างชัดเจน

          “ตอบว่า เป็นเรื่องปกติที่พบได้ แล้วเจอเยอะเหมือนกัน เพราะจริงๆ มนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคมอย่างหนึ่ง คือเวลาที่เห็นใครมีอะไร เห็นใครได้ดี ก็อยากเป็นอย่างนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้แต่ถามว่าน่ากังวลไหม ก็ต้องตอบตรงๆ ว่าน่าเป็นห่วง เพราะการที่เขายังไม่พร้อมมีความสัมพันธ์จริงๆ เช่น มีตามเทรนด์ หรือมีเพื่อให้คนอื่นๆ ได้เห็น ปัญหาจะตามมาได้”

          อีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นตัวละครสำคัญในเลเวลนี้คงหนีไม่พ้น ‘กลุ่มที่โหยหาความสัมพันธ์ตลอดเวลา แต่ก็ไม่พร้อมผูกมัด’ ซึ่งคุณหมอจอยให้ความเห็นว่าพบเจอได้มากขึ้นทุกวันนี้ และสิ่งที่ก่อร่างสร้างคนกลุ่มนี้ขึ้นมาก็ไม่ใช่อะไรไกลตัว หากเป็นความทรงจำในอดีตและพื้นฐานครอบครัวที่คนกลุ่มนี้เติบโตมา

          “คนเราทุกคนอยากมีรักที่ดี แต่พอจําเป็นจะต้องมีความรักที่ผูกพันจริงๆ บางคนก็กลัว บางคนถอยหนีเลย ซึ่งพอเราไปคุยจริงๆ มันอาจเกิดจากการที่เคยมีอะไรเกิดขึ้นกับเขามาก่อน เหมือนเป็นบาดแผลทางใจ เหมือนเป็นปม เช่น อาจจะเคยผิดหวังจากความรักครั้งก่อนมา เคยรักใครมากๆ พร้อมทุ่มเท แล้วจู่ๆ อีกฝ่ายก็หายไป เลยเป็นแผลว่าเขาไม่กล้าผูกมัดกับใคร

          “กระทั่งอาจจะเกิดจากครอบครัว คือความรักจากพ่อแม่ไม่เต็ม ไม่อิ่ม อาจถูกเลี้ยงมาโดยปล่อยปละละเลย ไม่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด เขาเลยรู้สึกว่าไม่ได้ไว้วางใจโลกใบนี้ ไม่ไว้วางใจคนข้างๆ จึงมีโอกาสที่จะหนีหายและกลัวการผูกมัดไปเลย”

          อย่างไรก็ตาม หมอจอยย้ำว่าความกลัวและการไม่พร้อมผูกมัดเช่นนี้ใช่ว่าจะไม่มีวิธีรักษาเอาเสียเลย เพราะหากคนกลุ่มนี้ได้เจอสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และคนรอบข้างที่เข้าใจ ความกลัวเหล่านี้ก็สามารถลดลงได้เช่นกัน
.
Level 2 เริ่มรัก – เกมติดลม คนเล่นติดใจ

          เมื่อก้าวข้ามผ่านช่วงอยากมีความรัก ซึ่งถือว่าเป็นเลเวลพื้นฐานที่เกือบทุกคนในเกมความรักต้องสัมผัสก่อน ก็ถึงเวลาเข้าสู่เลเวล ‘เริ่มรักและมีความสัมพันธ์’ ซึ่งหากอยากทำความเข้าใจความรักและการสร้างความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น ก็ควรทำความเข้าใจร่างกายหรือสารเคมีในสมองที่ส่งผลต่อร่างกายยามเผชิญกับความรักเสียก่อน โดยหมอจอยสรุปภาพรวมของฮอร์โมนสำคัญที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีความรักไว้ทั้งสิ้น 4 ชนิด ได้แก่

          1. โดปามีน (Dopamine) สารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความสุข ความพึงพอใจ และแรงจูงใจ เมื่อเราเริ่มตกหลุมรักหรือรู้สึกตื่นเต้นกับใครสักคน ร่างกายจะหลั่งโดปามีนออกมาในระดับสูง ทำให้เรารู้สึกฟิน หัวใจเต้นแรง และมีความสุขมากเป็นพิเศษเวลาที่ได้อยู่ใกล้หรือคิดถึงคนที่รักหรือแอบชอบ เมื่อโดปามีนหลั่งบ่อยๆ ร่างกายจึงเริ่มเสพติดความรู้สึกนั้น อยากเจอ อยากคุย อยากอยู่ใกล้คนนั้นตลอดเวลา จึงพบได้บ่อยในคู่รักช่วงแรกๆ ที่มักตัวติดกันตลอดเวลาและแทบไม่อยากห่างกันเลย

          2. ออกซิโตซิน (Oxytocin) ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความผูกพันและความใกล้ชิดทางร่างกายและอารมณ์ มักหลั่งออกมาเมื่อเราสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับใครบางคนในบริบทของความรัก ออกซิโทซินจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว เพราะยิ่งอยู่ด้วยกันนาน ก็ยิ่งหลั่งออกมามากขึ้น และทำให้ความผูกพันนั้นลึกซึ้งขึ้นตามไปด้วย

          3. เอสโตรเจน (Estrogen) และเทสโทสเทอโรน (Testosterone) นอกจากฮอร์โมนแห่งความสุขและความผูกพันแล้ว ความรักยังเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนทางเพศอย่างเอสโตรเจน ในเพศหญิง และเทสโทสเทอโรน ในเพศชาย ซึ่งมีบทบาทในการกระตุ้นแรงดึงดูดและความต้องการทางเพศ ฮอร์โมนเหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกปรารถนา อยากใกล้ชิด หรือมีปฏิสัมพันธ์ทางกายกับคนรัก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมิติสำคัญของความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่ฮอร์โมนเหล่านี้ทำงานอย่างเข้มข้น

          4. คอร์ติซอล (Cortisol) แม้ความรักจะมาพร้อมความสุขและความผูกพัน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจกระตุ้นการหลั่งคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่มีทั้งความไม่แน่นอน ความคาดหวัง หรือความกลัวการสูญเสีย อย่างไรก็ตาม หากความสัมพันธ์พัฒนาไปในทางที่มั่นคงและปลอดภัย ระดับคอร์ติซอลก็จะค่อยๆ ลดลง ทำให้ความสัมพันธ์เข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า ‘เสถียรภาพ’ หรือ stable stage ที่มีทั้งความสบายใจและความมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้น

          กระนั้นก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กราฟความรู้สึกทำงานขึ้นและลงเร็วเป็นพิเศษเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มประเภท ‘ตกหลุมรักเร็ว หวั่นไหวง่าย ใครทำดีด้วยก็ชอบไปหมด’ ซึ่งหมอจอยให้ความเห็นว่าอาจเกิดจากปมทางจิตใจและอาจนำไปสู่การไม่สามารถรักใครได้เต็มที่จริงๆ

          “เขาเรียกว่า Attachment Issue อาจจะเป็นคนที่รักใครง่าย อยากมีที่พึ่ง เป็นเรื่องของการไม่ได้รับความผูกพันหรือความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตมาก่อน เลยไปตามหาจากคนข้างๆ คนรอบข้างเพื่อจะได้เป็นที่พึ่งพิงให้กับเขา แต่สิ่งที่ตามมาก็จะคล้ายกับความกลัวการผูกมัดเลย คือพอใครที่คิดจะจริงจัง เขาอาจจะหนีไป หมายถึงว่ามันไม่มีความมั่นคงในชีวิต ไม่รู้สึกผูกพันกับใครอย่างแท้จริง”

          แม้การตกหลุมรักเร็ว หวั่นไหวง่าย จะฟังดูน่ากังวลในระดับหนึ่ง แต่ก็เทียบไม่ได้กับผลกระทบที่กลุ่มคนในเลเวลนี้ ซึ่งโชคไม่ค่อยดีนัก อาจต้องเผชิญจากการ ‘ความผิดหวังในความรัก’

          “เขาก็จะเป็นมาก ตกลงไปในหลุมเหมือนกัน คนที่ให้มาก ทุ่มเทมาก พอไม่สมหวัง ก็จะตกหลุมลงไปค่อนข้างเยอะ อาจจะเกิดเป็นแผลทางจิตใจ และอาจไปถึงขั้นมีภาวะทางอารมณ์ เช่น วิตกกังวล โรคซึมเศร้าได้เลย ที่เจอบ่อยๆ คงเป็นเรื่องภาวะทางอารมณ์นี่แหละ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ มีภาวะซึมเศร้าต่างๆ ถ้าถามว่ามันกระตุ้นระบบร่างกายหรือไม่ ก็มีผล อาการทางใจหลายอย่างส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกาย ซึ่งเกิดมาจากการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติ”


          หมอจอยระบุเพิ่มเติมว่า บางครั้งเมื่อเราเผชิญกับความเจ็บปวดทางใจ เช่น อกหัก หรือสูญเสียความสัมพันธ์ สมองของมนุษย์จะตอบสนองต่อความรู้สึกเหล่านั้นคล้ายกับเวลาที่เจ็บปวดทางกาย ‘Pain Receptor’ เซลล์ประสาทซึ่งโดยปกติทำหน้าที่ตรวจจับความเจ็บปวดทางกายภาพ เมื่อเกิดความเจ็บปวดทางใจ สมองก็อาจตีความความเศร้าทางใจผ่านเส้นทางเดียวกันจนมนุษย์เกิดความรู้สึกเหมือน ‘เจ็บทางกาย’ได้ แม้ไม่มีบาดแผลจริง

          แม้จะเข้าใจร่างกาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมื่อกำลังจะก้าวเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์เต็มตัว ย่อมมีอารมณ์ ความรู้สึก หรือการกระทำบางอย่างที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจหรือจัดการได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเมื่อถามหมอจอยว่า “มีอะไรที่คนในช่วงวัย 20-25 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีความสัมพันธ์จริงจัง ควรต้องรู้ทันความรู้สึกหรือต้องระวังเป็นพิเศษ” คำตอบที่ได้รับก็ทำให้เข้าใจได้ว่าไม่เพียงแค่สารเคมีทางสมองเท่านั้นที่มีผลต่ออารมณ์และความรู้สึก แต่ยังมีพัฒนาการของร่างกายเป็นอีกปัจจัยร่วมด้วยเช่นกัน

         “จริงๆ 20-25 ก็เป็นช่วงที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วแหละ แต่ถ้าถามว่าสมองพัฒนาแบบสมบูรณ์เมื่อไร จริงๆ เขาบอกว่ามันอยู่ที่ 25 ปี ขึ้นไป สมองส่วนหน้าที่พัฒนาช้าที่สุดเป็นส่วนของการคิดวิเคราะห์ ยับยั้งชั่งใจ ด้วยวัยมันจึงอาจยังพัฒนาไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นวัยนี้จริงๆ เรียนรู้ที่จะมีความรักได้ แต่ก็อาจจะต้องระวังเล็กน้อยว่าเราใช้อารมณ์มาก่อนเหตุผลในบางครั้งรึเปล่า หรือเรามองผลในระยะยาวได้จริงๆ หรือไม่”
.
Level 3 อยู่ในความสัมพันธ์เต็มตัว – อยากคว้าชัย ต้องเข้าใจเพื่อนร่วมทีมให้ดี

          เดินทางมาถึงเลเวล 3 การได้อยู่ในความสัมพันธ์อย่างจริงจัง เมื่อเข้าสู่จุดนี้ หลายสิ่งที่เคยคลุมเครือก็จะเริ่มชัดเจนขึ้น ทั้งเรื่องสถานะ ที่อาจเคยเป็นแค่คนคุยหรือดูใจกันก็ขยับมาเป็นแฟนอย่างชัดเจน รวมถึงมีระดับของความสัมพันธ์ที่ลึกขึ้นด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางกายอย่าง ‘เพศสัมพันธ์’ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่คู่รักหลายคู่เริ่มทำเมื่อเข้าสู่เลเวลนี้จริงจัง

          เมื่อพูดถึงคำว่าเพศสัมพันธ์กับคนวัยนี้ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องไกลเกินตัวหรือจำเป็นต้องเบือนหน้าหนีและเอามืออุดหูอีกต่อไป แต่หากพูดถึงความเข้าใจเกี่ยวกับ Sex ในแง่ของผลกระทบทางอารมณ์หรือจิตใจ และสิ่งที่ควรระวังนี่สิ เราเข้าใจมันมากแค่ไหนกัน

          “เซ็กซ์ไม่ได้เป็นแค่เรื่องทางร่างกาย มันมีผลทางจิตใจและอารมณ์ด้วย เมื่อใดก็ตามที่เริ่มมีเซ็กซ์แล้ว นอกจากทางร่างกาย มันยังมีทางจิตใจด้วย หลายคนอาจจะรู้สึกว่าจริงๆ ของที่ไม่เคยเห็น ของที่เป็นของลับซ่อนเร้น มนุษย์ก็อยากรู้อยากลองเป็นธรรมดา ก็ทุ่มเทให้ทุกอย่าง แต่ครั้นดูไปแล้วหรือได้มาแล้ว จิตใจมันเปลี่ยนไปเยอะมาก บางคนเมื่อได้มาแล้วก็จะรู้สึกหมดความตื่นเต้น ไม่ได้อยากสนใจใส่ใจเท่าเดิม กลับกันกับอีกฝ่าย ซึ่งเดี๋ยวนี้จะแยกว่าเป็นเพศหญิงหรือเพศชายไม่ได้แล้ว เพราะบางทีผู้หญิงอาจจะ ‘ได้’ ผู้ชายก็ได้ด้วย เมื่อสิ่งนั้นถูกกระชากออกไป เขาอาจจะมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งขึ้น เช่นมีความรู้สึก ‘เขาเป็นเจ้าของเราแล้ว เขาจะต้องเป็นของเรา เขาจะต้องให้การดูแล’ เกิดเป็นความคาดหวังกับอีกฝ่ายขึ้นมา ซึ่งอันนี้ถ้ามันไม่ตรงกันระหว่างคู่ มันจะเจ็บมากเลยนะ”

          ข้างต้น คือมุมมองถึงผลกระทบทางอารมณ์หรือจิตใจที่เกิดจากการมีเซ็กซ์ ในขณะที่เรื่องทางร่างกาย หมอจอยเลือกย้ำถึงสิ่งน่ากังวลที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการมีเซ็กซ์ โดยเฉพาะเมื่อมองควบคู่กับแนวโน้มการมีความสัมพันธ์ในปัจจุบันที่ค่อนข้างเปิดมากขึ้น

          “ร่างกายนี่ง่ายมากเลย ก็ต้องไปดูว่าแบบ เอ้ย พร้อมหรือยังที่จะมีลูก เพราะมันมีโอกาสตั้งครรภ์ มากไปกว่านั้นคือมันมีโอกาสติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์”

          หมอจอยจะเสริมถึงสถานการณ์ของกลุ่มคนที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในปัจจุบันซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนว่า เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากการกินยารักษามากเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ลักษณะทางกายภาพของผู้มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมือนคนไม่มีโรคทุกประการและไม่มีอาการตามร่างกายที่บ่งชี้ได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้น การป้องกันและการตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนก่อนมีเพศสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่หมอจอยอยากให้คนวัยนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

          จริงอยู่ที่เซ็กซ์อาจไม่ใช่เรื่องใหม่หรือไกลตัว แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่เคยมีเซ็กซ์มาก่อน อาจด้วยปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ความไม่พร้อม ตลอดจนปัญหาด้านสุขภาพ แต่ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยใดก็ตาม หมอจอยก็ย้ำชัดว่าเป็นเรื่องปกติ พร้อมชวนให้มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างคู่

          “หมอว่ามันอาจจะเป็นเรื่องที่โอเคด้วยซ้ำที่ต่างฝ่ายต่างเคารพสิทธิ์ของกันและกัน คือต้องพูดก่อนว่าประเทศไทยเราอาจจะเป็นประเทศเอเชียนที่ไม่ได้คิดว่าเซ็กส์เป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องมี หลักๆ คือเรามีเซ็กซ์เมื่อพร้อม เพราะฉะนั้นถ้าคู่ไหนที่รู้สึกว่ายังไม่ได้ถึงขั้นต้องการความผูกพันที่มันจะเกินไปกว่าที่เขาจะข้ามไปได้ และเคารพขอบเขตของกันและกัน การไม่มีเซ็กซ์เป็นเรื่องปกติมากๆ และก็ทําให้ได้เรียนรู้จากใช้เวลาอยู่ด้วยกันด้วย”


          อย่างไรก็ตาม หากยังพอจำที่หมอจอยพูดถึงเรื่องฮอร์โมนคอร์ติซอล ฮอร์โมนแห่งความเครียดที่เกิดจากความคาดหวังและความกลัวสูญเสียได้ ก็จะเห็นถึงความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นในเลเวลนี้ว่า ไม่ได้มีเพียงแค่สถานะหรือความสัมพันธ์ทางกายเท่านั้นที่ชัดเจนขึ้น แต่ยังมีเรื่องของความคาดหวังหรือความอยากเป็นเจ้าของตามมาด้วย ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ความหวานชื่นในชีวิตคู่ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง จนหมดไปในที่สุด จึงทำให้อดสงสัยไม่ว่า “ปัจจัยที่ทำให้เกิดความคาดหวังและทางแก้ปัญหานี้คืออะไร?”

          “มันเป็นระบบของความผูกพัน เหมือนกับว่าเวลามีใครเข้ามาในชีวิต เราก็จะผูกพันว่าคนนั้นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา แล้วถ้าเกิดว่าถึงเวลาที่เขาจะห่างออกไป ตีตัวออกไป เราอาจรู้สึกว่าเรากำลังจะสูญเสียตัวเองไปข้างหนึ่งเหมือนกัน ก็เลยมีความเครียดขึ้นมากดดัน เราเลยยิ่งคาดหวังจากอีกฝ่ายมากขึ้น เพราะกลัวว่าจะเสียเขาไป”

          สำหรับวิธีการลดความคาดหวังที่น่าจะดีที่สุด หมอจอยก็ให้ความเห็นว่าคือ ‘การเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน’ พร้อมย้ำว่าให้คำนึกถึงลักษณะของคนพร้อมมีคู่ที่กล่าวไปข้างต้นว่า เช่น รู้จักรักตัวเองและพร้อมที่จะรับฟังคนอื่น เพราะท้ายที่สุดการจะประคองความสัมพันธ์ให้ดี ไม่ใช่การคาดหวังให้อีกฝ่ายมาเติมเต็มให้เสียทุกด้าน แต่เป็นการแชร์สิ่งต่างๆ ร่วมกัน ดังนั้น การให้พื้นที่และเคารพสิทธิ์ของอีกฝ่ายจึงง่ายที่สุด เพราะจะไม่เป็นการบีบบังคับให้อีกฝ่ายทำสิ่งที่คุณคาดหวังไปเสียหมด
.
Level 4 จุดอิ่มตัว – เมื่อรักไม่หวือหวา อาจหมายถึงเวลาที่ต้องเลิกเล่น

          เมื่อความรักเดินทางมาถึงช่วงที่ไม่มีอะไรใหม่ให้ตื่นเต้นเหมือนวันแรกๆ จากบทสนทนายาวเหยียดเป็นชั่วโมง กลายเป็นเพียงการตอบโต้กันไปมาไม่กี่คำ จากความคิดถึงแทบทุกชั่วโมง กลายเป็นการเว้นระยะที่นานขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุผล และจากความผูกพันก็กลับกลายเป็นความเฉยชาไปในที่สุด สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์กำลังเดินทางเข้าสู่เลเวล 4 อย่าง ‘จุดอิ่มตัว’ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเลเวลที่ไม่มีคู่รักคู่ไหนอยากเดินมาถึงเลย

          เมื่อพูดถึงจุดอิ่มตัวในความสัมพันธ์ หมอจอยตั้งข้อสังเกตว่า มักมีสัญญาณหลักๆ อยู่ 3 ข้อที่บ่งบอกว่าเราอาจไม่ได้อยู่ในความรักที่ใช่สำหรับอีกต่อไป

          1. สูญเสียความเป็นตัวเอง – เปลี่ยนตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายพอใจมากเกินไป จนลืมนึกถึงความชอบของตัวเอง โดยตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือการต้องคอยปรับตัวไม่ให้โดนดุ โดนว่า หรือพยายามไม่ให้คนรักโกรธ ความสัมพันธ์แบบนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ที่เราไม่สามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่ และเมื่อตัวตนค่อยๆ หายไป ความสัมพันธ์นั้นก็เริ่มไม่รู้สึกปลอดภัยหรือสบายใจอีกต่อไป

          2. ไม่มีความสุข – จริงอยู่ที่ความรักที่ดีไม่จำเป็นต้องหวือหวา แต่อย่างน้อยที่สุดมันควรทำให้เรารู้สึกเบาสบายในใจ ทว่าเมื่อใดที่การอยู่กับอีกฝ่ายทำให้ต้องคอยระแวงหรือต้องคิดล่วงหน้าตลอดว่าสิ่งใดจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ตลอดจนรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังเป็นภาระมากกว่าความสบายใจ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าความสุข ซึ่งเคยเป็นหัวใจหลักของความรักได้ค่อยๆ เลือนหายไปแล้ว

          3. มองไม่เห็นอนาคตร่วมกัน – เมื่อทุกครั้งที่เจอกันก็ล้วนแต่มีปัญหา พูดกันไม่รู้เรื่อง หรือไม่เห็นภาพเดียวกันในวันข้างหน้า นั่นอาจเป็นสัญญาณสำคัญและรุนแรงที่สุดว่าความสัมพันธ์ถึงจุดอิ่มตัวโดยสมบูรณ์ เพราะเมื่อถึงขั้นที่มองไม่เห็นอนาคตข้างหน้าของความสัมพันธ์ ก็อาจตีความได้ว่าไม่เห็นประโยชน์ของการอยู่ด้วยกันอีกต่อไปแล้ว

          แม้ที่จะเป็นสัญญาณเงียบๆ ที่อาจจะดูไม่ชัดเจนในตอนแรก แต่เมื่อสะสมและกัดกินความรู้สึกไปทีละนิด จนถึงจุดหนึ่ง ความรักที่เคยรู้สึกเต็มเปี่ยมอาจเหลือเพียงความพยายามที่ฝืนใจไปวันๆ ก็เป็นได้ ถึงกระนั้นก็ต้องยอมรับว่าการเลิกราไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียว ซึ่งหมอจอยก็ยืนยันเช่นกันว่ามันยากอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ในเมื่อความสัมพันธ์ไม่สามารถไปต่อได้จริงๆ ก็ควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่าการเลิกราให้ชัดเจนเสียก่อน ว่ามันไม่ใช่การกระทำที่มีผลกระทบเชิงลบเสมอไป

          “การเลิกกันไม่ได้แปลว่าเราผิดหวัง ไม่ได้แปลว่าล้มเหลวในชีวิต แต่มันคือการที่ทําให้เราเติบโตไปอีกขั้นหนึ่งของชีวิตและร่างกายมากกว่า และไม่ว่าจะเกิดอะไรมาแล้ว เราก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะทําปัจจุบันและอนาคตอย่างไร”

          นอกจากนี้ หมอจอยยังเสริมถึงสิ่งควรเลิกกลัวเมื่อจำเป็นต้องยุติความสัมพันธ์ โดยเบื้องต้นที่สุดคือ ‘อย่ากลัวการเลิกราจนยอมสูญเสียตัวเอง’ เนื่องจากหลายกรณีที่กลัวการเลิกรามากเสียจนยอมเปลี่ยนตัวเองทุกอย่างเพื่อรั้งให้อีกฝ่ายอยู่ต่อ ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ควรทำให้ฝ่ายใดรู้สึกฝืนหรือไม่เป็นตัวเอง และต่อมาก็คือ ‘อย่ากลัวความเจ็บปวด’ เพราะมันเจ็บอยู่แล้ว โดยอธิบายว่า ความเจ็บปวดหลังเลิกกันเป็นเรื่องปกติ และมันไม่ได้เจ็บแค่ใจ แต่ร่างกายก็มีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์เช่นนี้เหมือนกัน เพราะในความรัก ร่างกายเราจะหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซิน ที่ทำให้เกิดความผูกพันและใกล้ชิด แต่พอวันหนึ่งความสัมพันธ์พังลง ความผิดหวังจะไปกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด

          จึงไม่แปลกที่จะรู้สึกหมดแรง อ่อนล้า และเศร้าเป็นพักๆ ซึ่งมันไม่ได้หมายว่าคุณอ่อนแอ แต่มันคือกระบวนการเยียวยาทางธรรมชาติที่ต้องใช้เวลา
.
Level 5 หลังจบความสัมพันธ์ – ออกจากเกม รักษาใจ รีเซตใหม่อีกครั้ง

          เลเวลสุดท้าย อยากชวนมองย้อนกลับมาที่ตัวเองอีกครั้งหลังจากผ่านทุกช่วงของความสัมพันธ์มาแล้วว่า เมื่ออยู่ในบริบทของความรัก “คําว่ารักตัวเองที่ไม่ใช่คําพูดสวยๆ เป็นอย่างไร และจะรู้ได้อย่างไรว่าคนคนคนหนึ่งรักตัวเองมากพอแล้ว”

          “รักตัวเองไม่ใช่แค่การถ่ายรูป แล้วก็โพสต์ว่า ‘รักตัวเอง’ หรือ ‘Self-love’ แต่มันคือการเข้าใจตัวตนของตัวเอง และการเมตตาตัวเอง ในวันที่ ‘ฉันทําอะไรอยู่ ฉันทําผิดพลาด ฉันให้อภัยตัวเองในวันที่ทำผิดและโอบกอดตัวเอง’ จากนั้นจึงเดินหน้าต่อ หรือในวันที่ ‘ฉันสามารถชื่นชมตัวเองและให้ความรักกับตัวเองได้’ รับฟังเสียงของตัวเองว่าต้องการอะไรและทําตามสิ่งสิ่งนั้น โดยไม่ต้องพึ่งพาคําชมหรือความคาดหวังจากภายนอก เหล่านี้แหละที่แปลว่ารักตัวเองจริงๆ”

          อดสงสัยไม่ได้เช่นกันว่า “มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่บางคนจะบอกว่ารักตัวเอง ทั้งที่ในใจลึกๆ ก็ยังโหยหาความสัมพันธ์อยู่”

          หมอจอยอธิบายว่าเป็นไปได้เช่นกัน โดยมันเกิดจากกลไกป้องกันตัวเอง (Protective mechanism) ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปิดบังความเปราะบางภายใน โดยคนกลุ่มนี้ภายนอกอาจดูเหมือนพวกเขาจะโอเคกับตัวเองและดูเหมือนอยู่ได้สบายๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีใคร แต่ถ้ามีใครพูดอะไรบางอย่างที่กระทบจิตใจเพียงเล็กน้อย เช่น “ทำไมไม่มีแฟน ไม่เหงาหรอ” ก็อาจสะเทือนความรู้สึกทันที แม้สีหน้าจะดูนิ่งเฉย หรือปากจะพูดว่า “ไม่เป็นไร” แต่ในใจอาจยังไม่พร้อมจริงๆ กับการอยู่ลำพัง

          อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาต้องกดออกจากเกม ไม่ว่าจะเพราะไม่รู้สึกอยากเล่นเหมือนเดิม หรือเพราะไม่มีผู้เล่นฝั่งตรงข้ามมาเล่นด้วยเหมือนเมื่อก่อน อย่างน้อยที่สุดก็ควรถอดบทเรียนจากการเล่นครั้งนั้นให้ได้ เพื่อนำไปพัฒนาฝีมือให้กลายเป็นผู้เล่นที่เก่งขึ้นด้วย

          “ความรักเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งในชีวิตที่ทําให้เราเติบโตขึ้น เพราะมนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคมค่ะ มนุษย์ชอบการอยู่ร่วมกัน ชอบการมีความสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นการมีความรักเนี่ย มีได้เลยเต็มที่ แต่ก่อนจะรักใคร อยากให้เริ่มจากการรักตัวเองให้เต็มก่อน พอเรารักตัวเองเต็มที่แล้ว ความรักมันก็จะเผื่อแผ่ไปยังคนข้างนอกได้ โดยที่เราไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเยอะ หมายถึงว่าสักวันนึงเราก็จะเจอคนที่มันใช่ และส่วนตัวเชื่อตลอดหรือว่า ใต้ฟ้านี้มันต้องมีใครสักคนที่เหมาะกับเรา”

          หนึ่งในสิ่งที่ตกผลึกความคิดจากบทสนทนาเกือบหนึ่งชั่วโมงกับหมอจอย ไม่ใช่เพียงการได้เห็นเส้นทางความรักและการสร้างความสัมพันธ์ในมิติของวิชาการ แต่ยังได้เข้าใจการเล่นเกมความรักอย่างเป็นขั้นตอนและถูกวิธี ที่แม้ว่าในความเป็นจริงการเล่นของแต่ละคนไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะย่อมมีจังหวะ ทักษะ และเงื่อนไขในการเล่นที่แตกต่างกันไป แต่อย่างน้อยที่สุดการรู้จักตัวเอง เข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อความรัก ตลอดจนกลวิธีต่างๆ ในการสร้างความสัมพันธ์ ก็พอจะเป็นเกราะป้องกันให้เล่นเกมนี้ได้อย่างปลอดภัยและเจ็บตัวน้อยที่สุด

          “ช่วงวัย 20-25 ปี ปัจจุบันนี้มันอาจจะเป็นวัยเพิ่งใช้ชีวิตด้วยซํ้า เพราะฉะนั้น มีความสัมพันธ์ได้ แต่ไม่ต้องทุ่มทั้งชีวิตให้กับความสัมพันธ์ ในวันนี้ คุณมีโอกาสคบกับใคร ก็แฮปปี้กับมันให้เต็มที่ แล้วในอนาคตเมื่อมีโอกาสที่ไม่เข้าใจกัน เลิกรากัน แต่การเลิกราไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ชีวิตคุณยังไปต่อ วัยนี้ เป็นวัยที่ยังมีความสุขกับชีวิตได้อีกเยอะ เป็นช่วงเวลาแห่งการมีความรัก ทดลองรัก แล้วฝึกทักษะในการจัดการปัญหา ยิ่งเจอปัญหา ยิ่งเจออุปสรรค ก็จะทําให้เราเก่งขึ้นและเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น” หมอจอยกล่าวปิดท้าย