เรื่อง : รณรต วงษ์ผักเบี้ย
ภาพ : เก็จมณี ทุมมา

          เคยรู้สึกไหมว่าในช่วงหลายปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทักษะการเข้าสังคมของเรา เจน Z ถดถอยลง การเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ทำได้ยากขึ้น แม้อยู่กลางเมืองใหญ่ที่คับคั่งไปด้วยผู้คนแต่เรากลับยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวทุกขณะ เราจมจ่อมอยู่กับหน้าจอและโซเชียลมีเดียที่ดูเหมือนจะเชื่อมต่อเราเข้ากับโลก แต่กลับรู้สึกว่างเปล่า

          การเข้ามาของโลกออนไลน์ยังทำให้การสร้างความสัมพันธ์คู่รักเปลี่ยนไป ด้วยตัวเลือกมหาศาลในแอปพลิเคชั่นหาคู่ที่ดูเหมือนจะตอบโจทย์คนยุคใหม่ แต่การศึกษาหลายชิ้นกลับชี้ว่าตัวเลือกมากมายนี้ อาจทำให้ผู้ใช้ติดอยู่ในกับดักแห่งทางเลือก คิดว่ามีปลาที่ตัวใหญ่กว่าในบ่อหน้า กลายเป็นว่าไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่ อีกทั้งแอป หาคู่ยังไม่สามารถมอบประสบการณ์ที่เหมือนการพบกันต่อหน้า ไม่ว่าจะภาษากาย การสบตา สัมผัสต่างๆ ที่เป็นส่วนที่สำคัญในการสร้างปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ เช่นนั้น การพบปะกันต่อหน้าจึงสำคัญยิ่งกว่าเคย

คำถามคือ…..แล้วเราจะพบกันที่ไหน

          พื้นที่ซึ่งอุทิศไว้เพื่อการพบกันของผู้คนและสร้างชุมชนขึ้นมาแบบได้เห็นหน้าค่าตา และมีปฏิสัมพันธ์กันจริงๆ เหล่านั้นมีชื่อเรียกว่า ‘พื้นที่ที่สาม’
.
          แนวคิดเรื่อง ‘พื้นที่ที่สาม’ (third place) เริ่มมาจากนักสังคมวิทยาชาวอเมริกันชื่อ เรย์ โอลเดนเบิร์ก (Ray Oldenburg) แนวคิดนี้ว่าด้วยเรื่องของพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือจากบ้าน (พื้นที่ที่หนึ่ง) และที่ทำงาน (พื้นที่ที่สอง) โดยพื้นที่ลำดับหลังสุดนี้ทำหน้าที่เป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คน อีกทั้งยังยึดโยงชุมชนเข้าด้วยกันด้วยการสร้าง ‘สำนึกต่อถิ่นที่’ (sense of place) คือความรู้สึกผูกพัน ความสัมพันธ์ และความหมายที่คนมีต่อสถานที่ ซึ่งหล่อหลอมจากประสบการณ์ที่มีร่วมกับสถานที่นั้น

          ตัวอย่างของพื้นที่ที่สามตามแนวคิดของโอลเดนเบิร์กนั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านหนังสือ โบสถ์ วัด โรงภาพยนตร์ หรือพื้นที่สาธารณะต่างๆ โดยการนิยามว่าสถานที่ใดเป็นพื้นที่ที่สามนั้น โอลเดนเบิร์กได้อธิบายไว้ในหนังสือ The Great Good Place (1989) ดังนี้

(1) เปิดกว้างและเชื้อเชิญ คุณสามารถเข้าออกสถานที่ได้ตามใจปรารถนา
(2) อบอุ่นเป็นกันเอง สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในพื้นที่นั้น
(3) สะดวกในการเดินทาง อยู่ใกล้พอที่จะไปได้เป็นประจำ จะดีที่สุดคือแถวละแวกบ้าน
(4) ไม่มีการแบ่งแยก คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ
(5) มีการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ มักเต็มไปด้วยคนที่คุ้นเคย แต่ก็เปิดรับคนหน้าใหม่เช่นกัน
(6) เน้นการพูดคุยสนทนา ไม่ว่าจะพูดคุย ถกเถียงเรื่องต่าง ๆ หรือซุบซิบกัน
(7) เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ด้วยบรรยากาศสนุกสนานของสถานที่

          สิ่งสำคัญคือ ต้องเป็นสถานที่ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจ และทำให้ได้พบปะผู้คนที่คุ้นหน้าคุ้นตา ทั้งยังเชื้อชวนให้ทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ ๆ  โอลเดนเบิร์กยังชี้ว่าพื้นที่ที่สามเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของพลเมืองและการสร้างสังคมประชาธิปไตย ซึ่งแน่นอนว่าสังคมแห่งการมีส่วนร่วมที่ทุกคนเท่ากันน่าจะเป็นข้อเรียกร้องสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ปัจจุบัน

          อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าพื้นที่ที่คอยชุบชูใจคนเมืองเหล่านี้กำลังหายไป ด้วยสาเหตุจากการเข้ามาของพื้นที่ออนไลน์ที่มีข้อได้เปรียบเรื่องขอบเขตไร้พรมแดน และการรุกคืบของทุนนิยมที่เปลี่ยนให้พื้นที่ทางกายภาพหลายแห่งราคาสูงขึ้น กลายเป็นเป้าหมายการใช้พื้นที่เพื่อตอบสนองกลไกเศรษฐกิจ ทั้งความเป็นกันเองของผู้คนที่เคยร่วมกันใช้พื้นที่ก็ลดลงจางหาย เพราะไปเน้นทำกำไรมากกว่าที่จะสร้างความเป็นชุมชน แม้แต่วิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไปหลังการระบาดของโรคโควิด-19 ก็ยิ่งเร่งกระบวนการให้พื้นที่ที่เคยมีให้ใช้ร่วมกันเหล่านี้หายไป

          เมื่อขาดพื้นที่กลางที่ผู้คนหลากหลายจะมาพบปะกันและได้เรียนรู้ผ่านการสร้างความสัมพันธ์แบบ ‘มนุษย์กับมนุษย์’ ผลที่ตามมาคือผู้คนอยู่กันอย่างแปลกแยก ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทำให้ความเห็นทางการเมือง รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่ขัดแย้งกันยิ่งสุดโต่ง ผู้คนเปิดรับความเห็นต่างน้อยลง นอกจากนี้ยังมีวิกฤติความเหงาระบาดไปทั่วโลกซึ่งกระทบถึงสุขภาพจิตของผู้คนจำนวนมาก กลายเป็นวิกฤตการณ์ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของสังคม จากจุดนี้ ทำให้เรายิ่งต้องการสิ่งที่เรียกว่าพื้นที่ที่สามมากยิ่งขึ้น

จนนำมาสู่คำถามว่า…แล้วจะนำพื้นที่ที่สามกลับมาได้อย่างไร

          มีแนวคิดน่าสนใจที่สามารถนำมาปรับใช้ในการแก้ปัญหานี้ได้ นั่นคือแนวคิด ‘สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในเมือง’ (The Right to the City) ซึ่งมีรากฐานมาจากทฤษฎีสายมาร์กซิสต์ ว่าด้วยการผลักดันให้เมืองก้าวพ้นจากกรอบของทุนนิยมที่เน้นผลกำไรมากกว่าประโยชน์การใช้สอย ก้าวพ้นจากการมีเมืองที่ไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้อยู่อาศัยทุกกลุ่ม และเป็นเพียงสินค้าที่คอยสร้างกำไรให้เหล่านายทุน รวมถึงสร้างปัญหาแก่คนชายขอบหรือแม้แต่ชนชั้นกลางที่ถูกไล่รื้อที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างเป็นย่านการค้า

          การหายไปของพื้นที่ที่สามสามารถใช้กรอบแนวคิดสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในเมืองมาอธิบายได้เช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกรณีของชุมชนสามย่าน ชุมชนเก่าแก่ที่ถูกแทนที่ด้วยคอนโดมิเนียม ตึกสูง ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ผ่านกระบวนการทำให้เป็นย่านผู้ดี (gentrification) เปลี่ยนพื้นที่ชุมชนที่มีอยู่เดิมให้กลายเป็นร้านแบรนด์ดังหรูหราที่ราคาสูงขึ้นจนทำให้เข้าถึงได้ยาก ตัดขาดคนทั้งในฐานะของเจ้าของและผู้ใช้พื้นที่ตัวจริงออกจากความเป็นชุมชน

          ข้อเสนอหลักของแนวคิดนี้อีกประการหนึ่งคือ การชวนคิดไปด้วยกันว่าจะทำอย่างไรให้เมืองเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน เป็นเมืองที่ผู้อยู่อาศัยทุกคนร่วมกันออกแบบมากกว่าที่จะตกอยู่ในอำนาจของคนไม่กี่คน โดยให้ผู้คนในสังคมออกมาเรียกร้องและส่งเสียงเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทวงคืนพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้

          นอกจากภาคประชาสังคมแล้ว ผู้กำหนดนโยบายก็มีส่วนสำคัญในการนำแนวคิดไปปรับใช้ โดยในปัจจุบันเริ่มมีการปรับใช้ในหลายเมือง เช่น เมืองเซาเปาโลในบราซิลได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบเมืองที่โอบรับทุกคน หรือในเมืองมาดริดที่มีการทำงานร่วมกับคนท้องถิ่นในโครงการฟื้นฟูย่านที่อยู่อาศัย
.
          พอลองมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย พบว่ายังไม่มีการนำแนวคิดสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในเมืองมาปรับใช้ ผังเมืองของไทยยังไม่เอื้อต่อการเดินทาง ไม่ว่าจะเดินเท้าหรือระบบขนส่งสาธารณะ ประกอบกับพื้นที่สาธารณะที่มีอยู่น้อยนิด ทำให้การเข้าถึงพื้นที่ที่สามน้อยตามไปด้วย

          จากปัจจัยปัญหาต่างๆ และตัวอย่างข้างต้น ผู้เขียนคิดว่าหากประเทศไทยนำแนวคิดสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในเมืองมาปรับใช้ในนโยบายพัฒนาเมืองจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการสร้างพื้นที่ที่สาม และเมื่อมีพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้มากขึ้น โอกาสที่ผู้คนหลากหลายได้พบเจอกันมากขึ้นจะเปิดโอกาสให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

          ลองจินตนาการถึงภาพยนตร์เรื่อง Notting Hill (1999) ที่ตัวละครของจูเลีย โรเบิร์ตส์ พบกับฮิวจ์ แกรนท์ เจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ ผ่านการพูดคุยภายใต้บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองของร้าน หรือจะเป็นฉากจบที่ทั้งคู่ใช้เวลาร่วมกันที่สวนสาธารณะ จะให้เห็นว่า Notting Hill เป็นภาพแทนที่ดีของพื้นที่ที่คอยฟูมฟักความสัมพันธ์ของผู้คน หากเรายังอยากเห็นพื้นที่เหล่านี้อยู่ต่อไปและอยากให้มีเพิ่มมากขึ้น ก็ควรออกมาช่วยกันส่งเสียงเรียกร้อง เพื่อไม่ให้ฉากพบรักในร้านหนังสือเป็นเพียงแฟนตาซีในภาพยนตร์

รายการอ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Third_place
https://time.com/7202834/third-life-america-loneliness-essay/
https://www.bbc.com/future/article/20240410-how-love-is-changing-in-the-tinder-age
https://www.psychologytoday.com/us/blog/social-instincts/202411/2-reasons-why-third-spaces-are-essential-for-finding-love
https://www.the101.world/pornsan-vichienpradit-interview/
https://www.theguardian.com/cities/2016/apr/19/right-city-social-movement-transforming-urban-space
Visetpricha, B. (2019). สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในเมือง. CMU Journal of Law and Social Sciences, 12(2), 85–122. สืบค้น จาก https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/213280